เรื่องเล่า “หมอลำ” วัฒนธรรมในยุค Gen Z: ตอนที่ 1

 |  มรดกวัฒนธรรม และภูมิปัญญา
ผู้เข้าชม : 5452

เรื่องเล่า “หมอลำ” วัฒนธรรมในยุค Gen Z: ตอนที่ 1

           “หมอลำ” เป็นวัฒนธรรมที่ผู้คนคุ้นหูคุ้นตากันเป็นอย่างดี ในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องหมอลำจำนวนมาก ทำให้เห็นความหมายและการเปลี่ยนแปลงของหมอลำ ทว่าในปัจจุบันวัฒนธรรมหมอลำมีมิติที่น่าสนใจหลากหลายยิ่งขึ้น โดยเฉพาะประเด็นการมองหมอลำผ่านทัศนะของคนรุ่นใหม่ อย่าง Gen Z กลุ่มคนที่เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2540-2555 และเติบโตมาในยุคดิจิทัลและอินเทอร์เน็ตเข้าถึงง่าย ด้วยความที่หมอลำเป็นวัฒนธรรมที่อยู่คู่กับสังคมไทยถิ่นอีสานมายาวนาน ผู้เขียนจึงต้องการสื่อสารและสะท้อนหมอลำผ่านมุมมองของเด็ก Gen Z ด้วยวิธีคิดเชิงสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาพร้อมการวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ควบคู่กันไป

           บทความเรื่องเล่า “หมอลำ” วัฒนธรรมในยุค Gen Z แบ่งออกเป็น 2 ตอน โดยตอนที่ 1 มุ่งเน้นการอธิบายพลวัตและพัฒนาการของหมอลำ เพื่อให้เห็นความพลิกผัน การปรับเปลี่ยน และการประยุกต์ในแต่ละช่วงเวลา อัตลักษณ์ถูกกดทับจนกลายเป็นอื่นในสังคมไทย ตลอดจนการยืนยันตัวตนของหมอลำในโลกยุคใหม่ที่ยังคงรักษาอัตลักษณ์เดิมและดำรงอยู่ได้ในปัจจุบัน


พลวัตของหมอลำ

           ตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน หมอลำมีการปรับเปลี่ยนไปหลายยุคสมัย โดย ศิวาพร ฟองทอง และคณะ (2565) กล่าวว่า ในยุคเริ่มแรก พ.ศ. 2500 มีหมอลำดั้งเดิม หรือ “ลำพื้น” คือการแสดงที่มีหมอลำเพียงคนเดียวแสดงครบทุกบทบาท และเนื้อหาการลำจะเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตพื้นบ้านทั่วไป จนกระทั่งได้รับความนิยมน้อยลงเนื่องจากมีสื่อวิทยุและโทรทัศน์เข้ามา จึงทำให้หมอลำมีการปรับเปลี่ยนเข้าสู่ยุคที่สอง พ.ศ. 2500-2515 คือ “หมอลำกลอน” หรือที่เรียกว่า “หมอลำหมู่” เป็นยุคที่หมอลำปรับเปลี่ยนรูปแบบการแสดงโดยเพิ่มจำนวนสมาชิกในวงและรับเอาวัฒนธรรมการแสดงลิเกของภาคกลางเข้ามาผสมผสาน ทำให้หมอลำเกิดสีสันดึงดูดผู้คนให้หันมาสนใจมากยิ่งขึ้น ยุคที่สาม พ.ศ. 2516-2535 เป็นยุคที่หมอลำมีพัฒนาการจนนายทุนเล็งเห็นศักยภาพทางวัฒนธรรม ทำให้หมอลำเริ่มปรับเปลี่ยนการแสดงให้เป็นระบบแบบอุตสาหกรรมมากขึ้น ตลอดจนมีเอกลักษณ์ของแต่ละวงอย่างชัดเจน ยุคที่สี่ช่วงปี พ.ศ. 2535-2559 กลุ่มนายทุนเริ่มเข้ามามีบทบาทโดยการซื้อขายลิขสิทธิ์เพลง จึงทำให้หมอลำมีการขยายตัวและกลายเป็นธุรกิจอย่างชัดเจน ในยุคนี้หมอลำมีการปรับประยุกต์ให้เข้ากับดนตรีอีกหลากหลายชนิด มีการแสดงที่อลังการ เป็นยุคเปลี่ยนผ่านไปสู่การแสดงแบบหมอลำสมัยใหม่ที่เรียกว่า “หมอลำซิ่ง” ซึ่งผสมผสานศาสตร์หลากหลายแขนงเข้าด้วยกันจนทำให้หมอลำเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตโดยสิ้นเชิง

           เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุคโลกาภิวัฒน์ (Globalization) หมอลำได้มีพัฒนาการและเป็นที่รู้จักของผู้คนในวงกว้างมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 พ.ศ. 2563 บทความวิจัยเรื่อง “ศิลปะการแสดงสร้างสรรค์ของวงดนตรีลูกทุ่งหมอลำ: แนวคิดรูปแบบและแนวทางการผลิตการแสดงเพื่อขจัดความยากจนในยุคโควิด-19” กรณีศึกษาหมอลำคณะสาวน้อยเพชรบ้านแพง ได้นำเสนอว่า วงดนตรีลูกทุ่งหมอลำต้องปรับตัวให้เข้ากับภาวการณ์ ด้วยการแสดงหมอลำผ่าน Live Streaming บนเพจ Facebook ในรูปแบบไลฟ์สดกลุ่มปิด หลังจากนั้นก็เริ่มมีการแสดงหมอลำแพร่กระจายไปสู่แพลตฟอร์มต่าง ๆ ยกตัวอย่างเช่น YouTube และ TikTok มากยิ่งขึ้น (คฑาวุธ มาป้อง และ ศิริมงคล นาฏยกุลวงศ์, 2567) ส่งผลให้หมอลำในยุคนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างก้าวกระโดด ผู้คนรู้จักและหันมาสนใจมหรสพหมอลำสมัยใหม่ที่ปรับประยุกต์ให้สอดคล้องกับบริบทของสังคมร่วมสมัยมากยิ่งขึ้น กระทั่งมาถึงยุคปัจจุบันที่หมอลำเปลี่ยนโฉมไปและมีมิติทางวัฒนธรรม สังคม และเศรษฐกิจที่น่าสนใจเป็นอย่างมากจากในอดีต


หมอลำเวอร์ชันใหม่ในโลกของ Gen Z

           ในปัจจุบัน หมอลำไม่ได้จำกัดอยู่เพียงรูปแบบดั้งเดิมที่เน้นการลำกลอน หรือการใช้เครื่องดนตรีพื้นบ้านเท่านั้น หากแต่มีการพัฒนาและประยุกต์ให้สอดคล้องกับยุคสมัย ทั้งในวงการหมอลำเองและการปรับประยุกต์เข้ากับศาสตร์สาขาอื่น ๆ สะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของหมอลำในสังคมร่วมสมัย หมอลำจึงเปรียบเสมือนพื้นที่ทางวัฒนธรรมรูปแบบใหม่ที่เชื่อมโยงอัตลักษณ์ท้องถิ่นเข้ากับความเป็นสากล ทำให้ศิลปะการแสดงมีความร่วมสมัยมากขึ้น จากมุมมองของผู้เขียนในฐานะคนรุ่น Gen Z ที่เติบโตมากับความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสื่อ เทรนด์ และเทคโนโลยี หมอลำเป็นตัวอย่างหนึ่งของศิลปะการแสดงที่สามารถผสมผสานความดั้งเดิมเข้ากับความร่วมสมัยได้อย่างน่าสนใจ

           ประเด็นแรก คือ “หมอลำซิ่ง” การปรับประยุกต์รูปแบบการนำเสนอศิลปะและความบันเทิงของวัฒนธรรมอีสาน โดย ชอบ ดีสวนโคก (2545) อ้างถึงใน ทรงวิทย์ พิมพ์พะกรรณ์ (2553) กล่าวว่า พัฒนาการของหมอลำปรากฏในรูปแบบ หมอลำซิ่ง ที่ผสมผสานรูปแบบการแสดงดั้งเดิมและความทันสมัยเข้ามาไว้ด้วยกัน ทั้งการลำ การใช้คำสอย การเต้ย ส่วนเครื่องดนตรีที่ใช้ก็เป็นสมัยใหม่ เช่น กีตาร์ กลองชุด ออแกน เป็นต้น ส่วนที่มาของการเรียกหมอลำซิ่ง อาจอธิบายได้ว่า เป็นการผสมคำระหว่าง “หมอลำ” กับ “ซิ่ง” (น่าจะมาจากคำว่า “Racing” ซึ่งมีความหมายว่า การแข่งขัน หรือมีนัยที่สื่อถึงความเร้าใจ) อันสะท้อนอารมณ์สนุกสนานของการแสดงหมอลำในรูปแบบนี้

           หนึ่งปรากฏการณ์ที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง คือ รถแห่ รูปแบบการนำเสนอดนตรีที่ช่วยเผยแพร่วัฒนธรรมอีสานไปสู่ผู้คนได้จำนวนมาก โดยเฉพาะ “รถแห่ดนตรีสด” ที่เริ่มเกิดขึ้นช่วงปลายทศวรรษ 2550 มีลักษณะโดดเด่น คือ การดัดแปลงรถบรรทุกให้เป็นเวทีเคลื่อนที่ ติดตั้งเครื่องเสียง ไฟ และเพนต์สีฉูดฉาดเป็นเอกลักษณ์ (รุ่งลดิศ จตุรไพศาล, 2565) แม้ว่ารถแห่จะไม่ได้ประยุกต์มาจากหมอลำโดยตรง แต่รูปแบบการนำเสนอมีความใกล้เคียงกันในแง่การใช้ดนตรีจังหวะเร็วและเน้นบรรยากาศการมีส่วนร่วมของผู้ชม นอกจากนี้ รถแห่มักปรากฏเป็นกระแสบนโลกออนไลน์อยู่บ่อยครั้ง เนื่องจากนำเพลงสากลที่กำลังเป็นที่นิยม เช่น Young Dumb & Broke, Letih, Old Town Road มาปรับให้เข้ากับจังหวะดนตรีสดของรถแห่ โดยเน้นความสนุกสนานและการมีส่วนร่วมของผู้ชม

           อีกประเด็นที่น่าสนใจ คือ หมอลำ EDM สะท้อนให้เห็นว่าหมอลำได้นำเอา แสง สี เสียง และดนตรีอย่างประเภท EDM ที่เน้นจังหวะสนุกสนานและเร้าใจ มาประยุกต์ในวงหมอลำ ตัวอย่างเช่น หมอลำคณะระเบียบวาทะศิลป์ในงานคอนเสิร์ต Big Mountain Music Festival 2022 ผู้ชมจำนวนมากได้บันทึกภาพและวิดีโอ เผยแพร่การแสดงของหมอลำลงบนโลกออนไลน์จนเกิดเป็นกระแสในวงกว้าง เหตุการณ์นี้ทำให้เห็นว่าหมอลำมีการปรับตัวให้เข้ากับพื้นที่และกลุ่มผู้ชม ซึ่งปกติแล้วหมอลำในพื้นที่ภาคอีสาน ผู้ชมส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มผู้สูงอายุ ที่มานั่งฟังหมอลำลำกลอนในเรื่องต่าง ๆ แต่การที่หมอลำได้นำเอาแนวเพลง EDM มาผสมผสานกับการแสดงหมอลำในงานคอนเสิร์ต ที่มีผู้ชมส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยรุ่น นับว่าเป็นกลยุทธ์ที่น่าชื่นชม สร้างการมีส่วนร่วมและขยายฐานกลุ่มผู้ชมได้เพิ่มมากขึ้นด้วย

           แนวเพลงหมอลำที่ผสมผสานกับแนวเพลงอื่น ๆ และได้รับความสนใจอย่างมาก หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดที่สุด คือ เพลง “คิดฮอด” ของวง Bodyslam ที่ร่วมทำกับ ศิริพร อำไพพงษ์ โดยนำดนตรีร็อกมาผสานกับทำนองหมอลำอย่างลงตัว ซึ่งมีการเผยแพร่มาแล้ว 13 ปี และมียอดรับชมกว่า 74 ล้านครั้ง ต่อมาเพลงนี้ได้กลับมามีกระแสบนโลกออนไลน์อีกครั้ง ในปี พ.ศ. 2565 เมื่อผู้ใช้ TikTok รายหนึ่งนำเพลง “คิดฮอด” ไปรีมิกซ์กับเพลง “เพลีย” ของ 1Mill, Fiixd, Ben Bizzy และ Younggu กลายเป็นเวอร์ชันที่รวมทั้งร็อก หมอลำ และแร็ปไว้ในเพลงเดียว ส่งผลให้เป็นกระแสในโลกออนไลน์ ที่มียอดรับชมสูงกว่า 107 ล้านครั้ง

           นอกจากนี้ ศิลปินที่มีบทบาทสำคัญในการประยุกต์หมอลำ คือ รัสมี เวระนะ ภายใต้แนวทาง ISAN SOUL นำรากวัฒนธรรมหมอลำ กันตรึม และเจรียง มาผสมกับดนตรีสากลอย่าง Soul, Jazz, Folk และ R&B แม้รูปแบบจะไม่ใช่หมอลำดั้งเดิม แต่ผู้ชมสามารถสัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณดนตรีอีสานที่ศิลปินยังคงรักษาไว้ (จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์, 2017) การประยุกต์ในลักษณะนี้ก่อให้เกิดทั้งกระแสเชิงบวกและกระแสวิพากษ์ ด้านหนึ่งช่วยเปิดโลกให้คนที่อยู่นอกวัฒนธรรมหมอลำหันมาสนใจและรับฟังมากขึ้น แต่อีกด้านหนึ่งก็ทำให้ผู้ฟังรุ่นเก่าซึ่งคุ้นเคยกับหมอลำดั้งเดิมรู้สึกว่าเอกลักษณ์พื้นบ้านถูกลดทอนลง จึงอาจเป็นเรื่องยากสำหรับบางกลุ่มที่จะเปิดใจรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

           การปรากฏของหมอลำในสื่อ วัฒนธรรมสกรีน (Screen Culture) ผ่านงานภาพยนตร์ ละคร และซีรีส์ จะเห็นว่าผู้สร้างได้นำวิถีหมอลำและองค์ประกอบต่าง ๆ ของหมอลำมาพัฒนาเป็นโครงเรื่องและสุนทรียะของงาน ตัวอย่างเช่น ภาพยนตร์เรื่องคายอ้อ, หมอลำมาเนีย, ไทบ้าน x BNK48 จากใจผู้สาวคนนี้ รวมถึงละครโทรทัศน์อย่าง สงครามหมอลำ, บอดี้การ์ดหมอลำ, ราชินี และผลงานอื่น ๆ อีกมากมาย การที่หมอลำปรากฏในสื่อกระแสหลักสะท้อนให้เห็นถึงอำนาจละมุน (Soft Power) ของวัฒนธรรมหมอลำ ที่ก้าวข้ามจากศิลปะเฉพาะกลุ่มในท้องถิ่น สู่การเฉิดฉายบนสื่อบันเทิงของการรับรู้ของผู้ชมในวงกว้างได้

           หมอลำยังกลายเป็นกระแสสำคัญบนแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยเฉพาะใน TikTok ซึ่งผู้ใช้งานจำนวนมากนำเสียงและแนวเพลงหมอลำไปสร้างสรรค์เป็นคอนเทนต์ ทั้งการลิปซิงก์ การเต้นประกอบจังหวะ การดัดแปลงให้เกิดอารมณ์ขบขันในลักษณะของ “มีม” ทำให้หมอลำถูกนำเสนอในบริบทที่ร่วมสมัย สอดคล้องกับสื่อดิจิทัลยุคปัจจุบัน เมื่อคอนเทนต์หมอลำได้รับความนิยมและถูกผลิตซ้ำ ภาพจำและอัตลักษณ์ของหมอลำถูกผลักดันให้เข้าสู่พื้นที่ “วัฒนธรรมออนไลน์” และเชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้งานบางกลุ่ม ผลลัพธ์นี้สะท้อนลักษณะของ Soft Power อย่างชัดเจน กล่าวคือหมอลำในฐานะศิลปะท้องถิ่นที่มีอิทธิพลต่อผู้ชมจำนวนมากได้โดยไม่ต้องบังคับหรือโฆษณาโดยตรง แต่แทรกซึมผ่านความรู้สึกนึกคิดของผู้คนด้วยความสนุกสนาน และความเป็นตัวของตัวเอง ที่ผู้คนเลือกจะนำไปสร้างสรรค์ต่อด้วยความสมัครใจ

           อีกประเด็นที่สะท้อนความสำคัญของหมอลำในมิติด้านการศึกษา คือ กรณีที่ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้เปิดการเรียนการสอน สาขาวิชาหมอลำ อย่างเป็นทางการ ซึ่งนับเป็นสถาบันอุดมศึกษาแห่งแรก ๆ ของประเทศไทยที่ยกระดับหมอลำจากศิลปะการแสดงพื้นบ้านสู่การเป็นองค์ความรู้ในระบบมหาวิทยาลัย การเปิดสาขานี้มีบทบาทสำคัญต่อการสืบสานศิลปวัฒนธรรมอีสานผ่านกระบวนการเรียนรู้เชิงวิชาการ ทั้งการปฏิบัติการแสดง ทฤษฎีดนตรีพื้นบ้าน การเขียนกลอนลำ การบริหารจัดการธุรกิจดนตรี นอกจากนี้ ยังเป็นพื้นที่ผลิตบุคลากรด้านวัฒนธรรมที่มีทั้งทักษะศิลปะและความรู้ด้านวิชาการควบคู่กัน ทำให้หมอลำไม่ได้ดำรงอยู่เพียงในฐานะการแสดงเพื่อความบันเทิง หากแต่พัฒนาเป็นองค์ความรู้ทางวิชาการที่สามารถต่อยอดสู่การทำงานในหลากหลายด้านอีกด้วย

           แม้ยังมีประเด็นอีกหลายมิติที่ไม่ได้หยิบยกมานำเสนอ แต่จากประเด็น ที่กล่าวมาข้างต้นก็เพียงพอที่จะสะท้อนให้เห็นถึงการปรับประยุกต์และพัฒนาการของหมอลำที่ตอบรับกับกระแสสังคมซึ่งเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้หมอลำยังคงร่วมสมัยและไม่ล้าหลังสำหรับผู้ฟัง กล่าวได้ว่า “หมอลำดิ้นได้” ท่ามกลางโลกที่หมุนไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว


หมอลำ: อัตลักษณ์คนอีสาน

           ภาคอีสานเป็นภูมิภาคที่มีสัดส่วนประชากรผู้มีรายได้น้อยจำนวนมากเมื่อเทียบกับประชากรในภูมิภาคอื่นของประเทศไทย ในขณะเดียวกันภาคอีสานก็เป็นพื้นที่ซึ่งรุ่มรวยไปด้วยวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์อันสะท้อนผ่านเสียงพิณ แคน สุนทรียะแห่งความบันเทิงของคนในท้องถิ่น บริบทนี้ “หมอลำ” (Mor-lam) นับเป็นมหรสพพื้นบ้านที่ฝังรากลึกอยู่ในวิถีชีวิตของคนอีสานมายาวนานนับพันปี (ทรงวิทย์ พิมพ์พะกรรณ์, 2553)

           งานศึกษาของ กมเลศ โพธิกนิษฐ และคณะ (2561) เรื่อง หมอลำ: จากสุนทรียศาสตร์แห่งการกดทับ สู่การเป็นดนตรีแห่งอัตลักษณ์ ชี้ให้เห็นว่า หมอลำถูกทำให้เป็นดนตรีของความเป็นอื่นนับตั้งแต่จุดตั้งต้นทางประวัติศาสตร์ ภายหลังสงครามเจ้าอนุวงศ์ (พ.ศ. 2369-2371) ที่รัฐสยามได้สร้างความหมายของการ “แอ่วลาวเป่าแคน” ให้เป็นดนตรีของกลุ่มเชลยศึก ต่อมาในช่วงการปฏิรูปการปกครองสมัยรัชกาลที่ 5 (พ.ศ. 2443-2446) ที่ดนตรีหมอลำได้แปรสถานะเป็นเสียงแห่งการต่อต้านและขัดขืนต่อการบริหารอำนาจของรัฐสยาม โดยขบวนการกบฏ ผีบุญได้นำหมอลำมาใช้เป็นเครื่องมือในการสื่อสารอุดมการณ์ทางการเมือง ดังนั้น ในอดีตหมอลำจึงถูกให้ความหมายว่าเป็นตัวแทนเสียงของคนชายขอบและผู้ต่อต้าน

           ในบริบทสังคมอีสาน หมอลำไม่ได้มีบทบาทเพียงความบันเทิง ทว่ายังเป็นพื้นที่ทางสังคมที่เปิดโอกาสให้กลุ่มคนซึ่งถูกกดทับสามารถระบายความปวดร้าวและความทุกข์ยาก ผ่านความสนุกสนานแต่แฝงนัยทางความคิด ทั้งเรื่องความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจจากนโยบายการพัฒนา การพลัดถิ่นของแรงงานที่ต้องออกจากบ้านเกิดเพื่อแสวงหาโอกาสในเมืองหลวงหรือต่างประเทศ และการถูกตีตราทางสังคมว่าเป็นคนหล้าหลัง เชย ด้อยพัฒนา หมอลำจึงเป็นศิลปะที่คาบเกี่ยวระหว่างการทำหน้าที่เป็นสารให้ความบันเทิงและยาบำบัดความทุกข์ยากของผู้คนในสังคมอีสาน

           งานเขียนของ Charles F. Keyes (1967) นักมานุษยวิทยาชาวอเมริกันผู้สนใจศึกษาสังคมวัฒนธรรมเอเชียภาคอุษาคเนย์ ซึ่งรัตนา บุญมัธยะ โตสกุล (2550) นำมาอภิปรายต่อ ได้สะท้อนความเป็นอื่นของคนอีสาน (otherness) จากการปฏิบัติของรัฐไทยต่ออีสานในสถานการณ์การแยกขั้วทางการเมืองช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ว่าแม้คนอีสานจะมีภาษาและประวัติศาสตร์มาก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 19 และวัฒนธรรมที่ใกล้เคียงกับประเทศลาว อย่างไรก็ตามคนในภูมิภาคอีสานยังคงรู้สึกและยอมรับว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของรัฐไทย ขณะเดียวกันพวกเขาก็ไม่ได้ทิ้งตัวตน ยังคงรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมผ่านความเป็นภูมิภาคอีสานนิยม (regional identity) ซึ่งแนวคิดนี้ไม่ใช่ความต้องการที่จะแบ่งแยกดินแดนหรือท้าทายอำนาจรัฐ เป็นเพียงความต้องการให้เกิดการยอมรับอัตลักษณ์ของคนอีสานบนพื้นฐานของความแตกต่างทางสังคมและวัฒนธรรมระหว่างภูมิภาคกับส่วนกลางจากรัฐชาติไทยเท่านั้น

           หมอลำจึงกลายเป็นสื่อกลางที่ช่วยให้คนอีสานสามารถยืนยันตัวตนโดยไม่จำเป็นต้องปฏิเสธความเป็นไทยจากวัฒนธรรมส่วนกลาง อีกทั้งยังทำหน้าที่เป็นวาทกรรมโต้กลับ (counter-narrative) ที่ท้าทายมายาคติเกี่ยวกับความเป็นอีสาน ผ่านเนื้อหาที่สะท้อนความขยัน อดทน สนุกสนาน และความเป็นนักสู้ ปลุกใจให้ต่อสู้กับการถูกตีตราว่า “ด้อยกว่า” และสร้างพื้นที่ให้ความเป็นลาวอีสานด้วยเงื่อนไขของตนเอง

           ในช่วงปลาย พ.ศ. 2520 หมอลำเผชิญกับความท้าทายจากกระแสนิยมและอุตสาหกรรมบันเทิงจากชาติตะวันตก เพื่อความอยู่รอด หมอลำจึงได้ปรับประยุกต์รูปแบบใหม่ โดย ราตรีศรีวิไล บงสิทธิพร ได้นำเสนอหมอลำประยุกต์หรือหมอลำซิ่ง ที่พัฒนามาจากหมอลำดั้งเดิมผนวกเข้ากับสัญญะแห่งความสมัยใหม่ให้เป็นสากลมากขึ้น แต่ยังคงรักษารากเหง้าความเป็นอีสาน (ราตรีศรีวิไล บงสิทธิพร, 2025 ให้สัมภาษณ์กับ The Isaan Record) ผ่านภาษา การเอื้อน คำโวหาร และเนื้อหาที่สะท้อนชีวิตจริงของคนในสังคมอีสานกับความสมัยใหม่ ทำให้หมอลำกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง

           อย่างไรก็ตาม แม้หมอลำจะเคยถูกตีตราว่าเป็นวัฒนธรรมชั้นรองหรือความบันเทิงของคนชายขอบ แต่ความสามารถในการปรับประยุกต์เพื่อตอบรับความท้าทายในหลายบริบทที่กล่าวมาแล้ว ทำให้หมอลำกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมสมัยนิยม (pop culture) ที่แพร่กระจายไปทั่วประเทศ แม้ภายหลังการเปลี่ยนแปลงนี้ยังมีข้อวิพากษ์ว่าหมอลำซิ่งกำลังทำลายสุนทรียะและรากเหง้าของหมอลำ โดย ราตรีศรีวิไล บงสิทธิพร (2025) ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (หมอลำประยุกต์) และผู้ให้กำเนิดหมอลำซิ่ง กล่าวว่า

“ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากหมอลำกลอนธรรมดา แล้วมาริเริ่มทำหมอลำกลอนซิ่ง แม้ว่ามันจะมีคนชอบเยอะและได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น มันก็มีบ้างที่ท้อนะ ทำอะไรก็ไม่ถูกใจคน แต่เรื่องการแต่งตัว แม่ไม่เคยลืมรากเหง้าเลย หลักการของแม่ก็คือ อย่าลืมรากเหง้า จะประยุกต์ได้ จะเปลี่ยนผ่านได้ จะกี่ยุคกี่สมัยก็แล้วแต่ แต่ต้องไม่ลืมรากเหง้า”

           คำบอกเล่านี้ของผู้ฟื้นฟูลำกลอนที่กำลังจะตายให้มีลมหายใจ สะท้อนให้เห็นว่าอัตลักษณ์ความเป็นอีสานผ่านความเป็นหมอลำนั้นไม่ใช่สิ่งตายตัว หากแต่สามารถเปลี่ยนแปลงและลื่นไหล ทั้งยังทำหน้าที่เป็นสนามแห่งการต่อสู้ทางความหมายในการยืนยันตัวตนที่ยังดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง

           นับตั้งแต่จุดกำเนิดของหมอลำในฐานะดนตรีของความเป็นอื่น สู่การพัฒนาเพื่อความอยู่รอดท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงนั้น หมอลำจึงเป็นภาพแทนของคนอีสานที่รู้จักปรับตัว เปลี่ยนแปลง และดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดภายใต้เศรษฐกิจแบบทุนนิยม เช่นเดียวกับหมอลำซิ่งที่ดำเนินอยู่ในโลกที่ต้องแข่งขันเพื่อช่วงชิงพื้นที่อุตสาหกรรมบันเทิง การปรับตัวนี้อาจไม่ได้หมายถึงความอ่อนแอของวัฒนธรรม หากแต่เป็นกลยุทธ์ในการอยู่รอด สะท้อนถึงความยืดหยุ่นและความสร้างสรรค์ของคนอีสานที่แม้ต้องเผชิญกับความทุกข์ยากแต่ยังสามารถรังสรรค์ พร้อมยืนหยัดตัวตนบนความท้าทายในรูปแบบต่าง ๆ ได้

           หมอลำจึงสะท้อนอัตลักษณ์ของคนอีสานในฐานะภูมิภาคที่มีความสามารถในการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดได้จากการศึกษาและประยุกต์สิ่งต่าง ๆ รอบตัว อย่างไรก็ตามความหมายที่แฝงมากับความม่วนซื่นนั้น ก็เห็นถึงความพยายามในการเปล่งเสียงที่ถูกกดทับไว้ผ่านความสนุกสนานของผู้คนในสังคมอีสาน

           จากที่กล่าวมานั้น หมอลำไม่ได้เป็นเพียงวัฒนธรรมพื้นบ้านที่หยุดนิ่ง หากแต่เป็นวัฒนธรรมที่สามารถปรับตัวให้สอดรับกับบริบททางสังคมอยู่เสมอ อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นว่าหมอลำได้รับการยอมรับทางสังคมมากขึ้น แม้ในอดีตจะเคยถูกสร้างวาทกรรม “ดนตรีของความเป็นอื่น” ภายใต้โครงสร้างอำนาจทางวัฒนธรรมก็ตาม ในตอนต่อไปจะมุ่งนำเสนอประเด็นหมอลำในฐานะวัฒนธรรมสมัยนิยม (pop culture) และสะท้อนมุมมองของผู้เขียนในฐานะคนรุ่น Gen Z ที่เป็นคนในวัฒนธรรม ว่ามีทัศนคติต่อหมอลำอย่างไรบ้าง


เอกสารอ้างอิง

กมเลศ โพธิกนิษฐ, พัชรินทร์ สิรสุนทร และ วัชรพล พุทธรักษา. (2561). หมอลำ: จากสุนทรียศาสตร์แห่งการ กดทับ สู่การเป็นดนตรีแห่งอัตลักษณ์. วารสารอารยธรรมศึกษาโขง-สาละวิน, 9(1), 56-87. https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jnuks/article/view/91665/96319

คฑาวุธ มาป้อง และ ศิริมงคล นาฏยกุลวงศ์. (2566). ศิลปะการแสดงสร้างสรรค์ของวงดนตรีลุกทุ่งหมอลำ: แนวคิดรูปแบบและแนวทางการผลิตการแสดงเพื่อขจัดความยากจนในยุคโควิด-19. วารสาร สังคมศาสตร์เพื่อการพัฒนาท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม, 8(1), 159-168.

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์. (2017, 16 กันยายน). My Song From My Soul ฟัง รัสมี Isan Soul เล่าถึงจิตวิญญาณแห่งหมอลำในวันที่เธอทำลายกำแพงทางดนตรีได้สำเร็จ. The Cloud. https://readthecloud.co/thoughts-6/

ทรงวิทย์ พิมพ์พะกรรณ์. (2553). หมอลำกับการดำรงอยู่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรม. วารสาร ศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น, 2(1), 66-88. https://so02.tci- thaijo.org/index.php/fakku/article/view/28009/24059

รัตนา บุญมัธยะ โตสกุล. (2550). ชาวนาอีสาน ชาติไทย และการพัฒนาไปสู่ความทันสมัย. สังคมศาสตร์ วารสาร ทางวิชาการ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 19(1), 69-129. https://so04.tci- thaijo.org/index.php/jss/article/view/174428/124892

รุ่งลดิศ จตุรไพศาล. (2565). ได้ศึกษารถแห่และการเต้นบั้นเด้า: วัยรุ่นอีสานใหม่กับการประดิษฐ์ประเพณีและ การสื่อสารเพื่อการต่อสู้ทางวัฒนธรรม [วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์]. TU DIGITAL COLLECTIONS. https://digital.library.tu.ac.th/tu_dc/frontend/Info/item/dc:307429

ศิวาพร ฟองทอง, วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์, ประเสริฐ วิจิตรนพรัตน์, ศิริศักดิ์ เหล่าจันขาม, วรพีพรรณ แคนลาด, อัจฉราภรณ์ มงคลคำ, อัษฎาวุฒิ ศรีทน, และ ศุภชัย เสถียรหมั่น. (2565). หมอลำกับเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพของคนอีสาน เล่ม 1. ม.ป.ท. https://www.khonthai40.net/content_ detail.php?id=362

อาชวิชญ์ อินทร์หา. (2025, 25 ธันวาคม). ดร.ราตรีศรีวิไล บงสิทธิพร การศึกษาซิ่งๆ ในจังหวะกลอนลำ ความ Never die ของเส้นทางการเรียนรู้. The Isaan Record. https://theisaanrecord.co/2025/12/25/dr- ratrisriwilai-and-the-never-die-education-model/


ผู้เขียน
กัญญารัตน์ เที่ยงผดุง
ชลลดา ปานพิมพ์
เบญญพร บุญพันธ์
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
นิสิตฝึกประสบการณ์ฝ่ายคลังข้อมูลวิชาการ
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)


 

ป้ายกำกับ หมอลำ วัฒนธรรม Gen Z กัญญารัตน์ เที่ยงผดุง ชลลดา ปานพิมพ์ เบญญพร บุญพันธ์

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Share
Facebook Messenger Icon คลิกที่นี่เพื่อสนทนา