ข้อถกเถียงความเป็นชนพื้นเมือง (Indigeneity)

 |  ชาติพันธุ์ อัตลักษณ์
ผู้เข้าชม : 44

ข้อถกเถียงความเป็นชนพื้นเมือง (Indigeneity)

ต้นเหตุของนิยาม Indigeneity

           ความหมายของ “คนพื้นเมือง” (indigenous people) ในปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิของชนพื้นเมือง อธิบายว่าชนพื้นเมืองที่มีบรรพบุรุษอาศัยอยู่ในพื้นที่นั้นมาก่อนการตั้งถิ่นฐานหรือการกำหนดเขตแดนของรัฐสมัยใหม่ ชนพื้นเมืองมีสิทธิในการธำรงรักษาประเพณี วัฒนธรรม ศาสนา สถาบันทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองของตนไว้ รวมถึงสามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในถิ่นที่อยู่ที่สืบทอดมาตั้งแต่บรรพบุรุษ (Sarivaara et al., 2013) คำนิยามดังกล่าวมีรากมาจากรายงานของ José Martínez Cobo เมื่อปี ค.ศ. 1986 ซึ่งอธิบายคำว่า “ความเป็นชนพื้นเมือง” (Indigeneity) หมายถึง ชุมชนและผู้คนพื้นเมืองที่ยังคงมีสายสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์อย่างต่อเนื่องกับสังคมก่อนการล่าอาณานิคม ซึ่งพัฒนาขึ้นบนพื้นที่ที่ผู้คนเหล่านั้นอาศัยอยู่ และถือว่าตนเองแยกตัวออกจากโครงสร้างทางสังคมอื่น ๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบันในพื้นที่นั้นอย่างชัดเจน มูลเหตุที่ทำให้นิยามความหมายนี้เนื่องมาจากปัญหาการทำลายวิถีชีวิตของคนพื้นเมืองซึ่งถูกเอารัดเอาเปรียบจากคนภายนอกและระบบทุนนิยม ทำให้เกิดการตื่นตัวเพื่อป้องกันและคุ้มครองวิถีชีวิตของคนเหล่านั้น

           รายงานของ José Martínez Cobo ได้รับการยอมรับจากคณะอนุกรรมการสหประชาชาติว่าด้วยการป้องกันการเลือกปฏิบัติและการคุ้มครองชนกลุ่มน้อย ทำให้เกิดแนวปฏิบัติและมาตรการสำหรับประเทศต่างๆ นำไปใช้เพื่อส่งเสริมความต่อเนื่องทางประวัติศาสตร์ก่อนตกเป็นอาณานิคมตะวันตก เอกลักษณ์และสถานะทางสังคมและวัฒนธรรมที่แตกต่างที่ไม่ใช่กลุ่มที่มีอำนาจเหนือกว่า และการอนุรักษ์ดินแดนบรรพบุรุษและรูปแบบทางวัฒนธรรมของชนพื้นเมือง สิ่งที่รายงานฉบับนี้เน้นย้ำคือการะบุอัตลักษณ์ของชนพื้นเมือง (indigenous self-Identification) นอกจากองค์การสหประชาชาติจะนำนิยามนี้ไปใช้จริงแล้ว อนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 169 และปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิของชนพื้นเมือง ก็นำความหมายดังกล่าวไปกำหนดแนวทางป้องกันและคุ้มครองสิทธิของชนพื้นเมือง โดยระบุว่า “ชนพื้นเมืองและบุคคลต่าง ๆ มีสิทธิที่จะเป็นสมาชิกของชุมชนหรือชาติตามประเพณีและขนบธรรมเนียมของชุมชนหรือชาตินั้น ๆ และห้ามมิให้มีการเลือกปฏิบัติใด ๆ เกิดขึ้นจากการใช้สิทธิดังกล่าว” (Sarivaara et al., 2013)

           อย่างไรก็ตาม มีนักวิชาการบางคนตั้งข้อสังเกตต่อความหมายดังกล่าว เช่น Joona (2012) จากมหาวิทยาลัยแลปแลนด์ ประเทศฟินแลนด์ แสดงความเห็นว่าการนิยาม "ชนพื้นเมือง" ในฐานะกลุ่มคนนั้นไม่ใช่เรื่องยากนัก แต่การนิยามในระดับปัจเจกบุคคลกลับเป็นปัญหา หัวใจสำคัญของปัญหานี้อยู่ที่ความมุ่งหมายของชนพื้นเมืองที่จะได้สิทธิทางประวัติศาสตร์เหนือผืนดินและผืนน้ำของตนกลับคืนมา กล่าวคือ จะนิยามอย่างไรถึง “ผู้ที่มีสิทธิ” ใช้สิทธิของชนพื้นเมือง Benjamin (2017) ตั้งข้อสังเกตว่าคำว่า "ชนพื้นเมือง" (indigenous people/peoples) และ "ความเป็นชนพื้นเมือง" (indigeneity) นั้นมีความหมายที่กำกวมและตีความได้หลายแง่มุม การนำคำเหล่านี้มาใช้โดยปราศจากการขยายความหรือระบุบริบทให้ชัดเจนจะทำให้เกิดความสับสนเมื่อมีการนำคำว่า "ชนพื้นเมือง" ไปใช้ในการพิจารณาเกี่ยวกับสิทธิทางการเมือง สิทธิทางวัฒนธรรม และสิทธิในที่ดินทำกิน Benjamin (2017) ยังกล่าวว่าความสับสนอีกประการหนึ่งเกิดขึ้นจากการที่คำว่า ‘indigenous’ (ชนพื้นเมือง) มักถูกนำมาใช้ในความหมายเดียวกับคำว่า ‘tribal’ (ชนเผ่า) ซึ่งเป็นการเหมารวมบริบททางสังคมที่แตกต่างกันและบางครั้งก็ขัดแย้งกันเองมาไว้ภายใต้คำนิยามเดียวกัน ตัวอย่างเช่นการจัดประเภทชนเผ่าและเกษตรกรให้เป็น ‘ชนพื้นเมือง’ โดยไม่จำแนกความแตกต่างนั้น ถือเป็นการบิดเบือนความเป็นจริงเกี่ยวกับวิถีชีวิตที่แตกต่างกันของคนสองกลุ่มนี้ โดยเฉพาะด้านศาสนา ภาษา และความผูกพันที่มีต่อผืนดินที่ทำกินและอาศัย

           คำว่า “ชนพื้นเมือง” ยังทับซ้อนกับคำว่า “ชนเผ่า” อย่างไรก็ตาม คำว่า "ชนเผ่า" หมายถึงชุมชนทางสังคมหรือการเมืองที่รวมตัวกันโดยยึดหลักความสัมพันธ์ทางเครือญาติ ขนบธรรมเนียมประเพณี และมีผู้นำตามประเพณี ซึ่งอาจเป็นชนพื้นเมืองดั้งเดิมหรือไม่ใช่ชนพื้นเมืองดั้งเดิมก็ได้ นัยยะของชนเผ่าจึงเกี่ยวข้องกับการจัดระบบทางสังคม ในขณะที่ชนพื้นเมืองจะบ่งบอกถึงการมีภูมิลำเนาเดิมหรือการเกิดในพื้นที่ (Benjamin, 2017) ในปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิของชนพื้นเมืองระบุว่าชนพื้นเมืองต้องเผชิญกับความอยุติธรรมที่สั่งสมมาแต่อดีต อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากปัจจัยต่าง ๆ อาทิ การตกเป็นอาณานิคมและการถูกยึดครองที่ดิน ดินแดน และทรัพยากรของตน ซึ่งส่งผลให้พวกเขาไม่สามารถใช้สิทธิ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิทธิในการพัฒนาตามความต้องการและผลประโยชน์ของตนเองได้ Benjamin (2017) ตั้งข้อสังเกตว่าบางประเทศในเอเชียไม่มีการนิยามคำว่า 'ชนพื้นเมือง' (indigenous) หรือไม่มีการใช้คำว่า 'ชนเผ่า' (tribal) เปิดช่องให้รัฐบาลตีความปฏิญญานี้ในลักษณะที่เบี่ยงเบนไปจากเจตนารมณ์เดิม โดยเฉพาะเรื่องความอยุติธรรมที่สั่งสมมาแต่อดีต

           Benjamin (2017) กล่าวว่าแม้ว่าทั้งชนเผ่าและเกษตรกรในเอเชียอาจเป็น 'ชนพื้นเมือง' (indigenous peoples) ได้ในหลายแง่มุม แต่กลุ่มคนเหล่านี้ยังดำรงอยู่ในโลกทางสังคมที่แตกต่างกัน การนำคำว่า 'ชนพื้นเมือง' (indigenous) และ 'ชนเผ่า' (tribal) มาใช้ปะปนกันทำให้มองข้ามความแตกต่าง ในกรณีการเรียกร้องสิทธิ 'ชนพื้นเมือง' ของทั้งชนเผ่าและกลุ่มเกษตรกรพื้บ้าน อาจเกิดปัญหาได้เพราะวิถีชีวิตและเงื่อนไขทางสังคมของสองกลุ่มนี้แตกต่างกัน ภายใต้เศรษฐกิจทุนนิยมที่มีการใช้เงิน ส่งผลให้ชนเผ่ากลายเป็นแรงงานรับจ้างและต้องพึ่งพาบุคคลภายนอกที่อยู่ในภาคอุตสาหกรรมและเมืองใหญ่ ทำให้ท้องถิ่นสูญเสียการควบคุมทรัพยกรของตัวเอง สถานการณ์ทำให้ชนเผ่าพยายามเรียกร้องสิทธิภายใต้นิยาม “ชนพื้นเมือง” จะเห็นว่าบริบทสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองที่เปลี่ยนไปมีผลให้คนท้องถิ่นและชนเผ่าพยายามเรียกตนเองเป็นชนพื้นเมือง


กรณีศึกษาความเป็นชนพื้นเมือง

           กรณีศึกษาปัญหาชนพื้นเมืองในฮาวาย พบว่านิยามการเป็นชนพื้นเมืองฮาวายเพิ่งเกิดขึ้นในปี ค.ศ.1921 โดยระบุว่าบุคคลที่มีสัดส่วนสายเลือดฮาวายอย่างน้อยครึ่งหนึ่งก่อนปี ค.ศ. 1778 ถือเป็นชาวฮาวายพื้นเมือง การใช้เหตุผลเรื่องสัดส่วนสายเลือด (blood quantum) กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบกฎหมายในฮาวาย แต่ทำให้ความเป็นอธิปไตยของชาวฮาวายพื้นเมืองอ่อนแอลง (Kauanui, 2008) รัฐสภาสหรัฐอเมริกากำหนดเกณฑ์สัดส่วนสายเลือดชนพื้นเมืองฮาวายไว้ที่ร้อยละ 50 เพื่อใช้เป็นนิยามทางกฎหมายสำหรับ "ชาวฮาวายพื้นเมือง" กรณีการจัดสรรที่ดิน กฎที่เข้มงวดของการคำนวณสัดส่วนสายเลือดทำลายธรรมเนียมปฏิบัติเกี่ยวกับลำดับวงศ์ตระกูล ระบบเครือญาติ และแนวคิดเรื่องความเป็นเจ้าของแบบดั้งเดิมของชาวคานากามาโอลิ (Kanaka Maoli) ซึ่งเป็นชาวฮาวายพื้นเมือง นโยบายของสหรัฐอเมริกาเชื่อว่าการแต่งงานข้ามเผ่าพันธุ์เป็นวิธีการ "ลดทอน" สายเลือดของชนพื้นเมือง ทำให้ลบล้างเอกลักษณ์ของชนพื้นเมือง ซึ่งทำให้เกิดความแตกแยกภายในชุมชน

           ปัญหาการนำสายเลือดมาพิสูจน์ความเป็นชนพื้นเมืองถือเป็นการเชื่อในทฤษฎีแก่นแท้ทางเชื้อชาติ ซึ่งเป็นผลผลิตคณิตศาสตร์แบบอาณานิคมตะวันตก (colonial math system) และอิทธิพลความรู้วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ในทางวัฒนธรรม สำนึกในความเป็นชนพื้นเมืองมิได้อยู่ที่เลือดหรือปัจจัยทางชีววิทยา หากแต่ก่อตัวจากประสบการณ์ทางสังคมและวัฒนธรรมที่ถ่ายทอดผ่านพิธีกรรมความเชื่อและขนบธรรมเนียม นักมานุษยวิทยา Ryan W. Schmidt (2011) กล่าวว่า เชื้อชาติ ชาติพันธุ์ และอัตลักษณ์ ล้วนเป็นสิ่งที่สังคมสร้างขึ้นซึ่งไม่อาจระบุหรือจำแนกได้อย่างชัดเจนผ่านทางชีววิทยาของมนุษย์ นอกจากนั้น การตรวจดีเอ็นเอ (DNA) เพื่อพิสูจน์เชื้อสายชนพื้นเมืองก็เป็นปัญหา เพราะการใช้ดีเอ็นเอ (DNA) ในการลงทะเบียนชนพื้นเมืองอาจทำให้ผู้ที่มีความผูกพันทางวัฒนธรรมอย่างแท้จริงถูกกีดกันอย่างไม่เป็นธรรม หรืออาจนำเอาบุคคลที่ไม่มีความเชื่อมโยงกับชุมชนพื้นเมืองเข้ามาโดยไม่ได้ตั้งใจ (Beckenhauer, 2003)

           ในหมู่นักมานุษยวิทยากายภาพที่ศึกษาความหลากหลายของมนุษย์ในปัจจุบัน พบว่าความหลากหลายของมนุษย์ปรากฏอยู่ภายในกลุ่มประชากรทุกกลุ่ม มิได้เป็นความแตกต่างที่แยกประชากรออกจากกัน ปัจจุบันการตรวจดีเอ็นเอ (DNA) สามารถระบุญาติสายเลือดใกล้ชิดได้ แต่ไม่สามารถวัดระดับความผูกพันทางวัฒนธรรมหรือสถานะความเป็นสมาชิกของชนเผ่าได้ เมื่อบุคคลถูกลดทอนอัตลักษณ์ชนพื้นเมืองให้เหลือเพียงแค่เปอร์เซ็นต์ของดีเอ็นเอ (DNA) ถือเป็นการคุกคามสิทธิทางกฎหมาย การมีสิทธิ์ในที่ดิน และทรัพยากรที่ชนเผ่าต่าง ๆ ต่อสู้มาหลายชั่วอายุคน(Relethford, 1994; TallBear, 2003) การศึกษาของ Melissa L. Meyer (1999) พบว่าในทางประวัติศาสตร์ กลุ่มชนพื้นเมืองอเมริกันจำนวนมากใช้คำว่า "เลือด" เป็นคำเปรียบเปรยถึงสายเลือดและเชื้อสายของครอบครัว มากกว่าที่จะหมายถึงสัดส่วนทางสรีรวิทยาหรือตัวเลขทางคณิตศาสตร์ในแบบสมัยใหม่ อัตลักษณ์ของชนเผ่าพื้นเมืองดั้งเดิมในอเมริกาพึ่งพาโครงสร้างทางสังคมและวัฒนธรรม อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสหรัฐอเมริกามุ่งพิจารณาเรื่องครอบครัว การรวมกลุ่มในชุมชน และระบบการแปลงสัญชาติ ทำให้บุคคลที่ไม่ใช่ญาติกลายเป็นสมาชิกชนเผ่าได้อย่างเต็มตัว มีการนำข้อกำหนดเรื่องสัดส่วนเลือดมาใช้ ลดขนาดที่ดินที่จัดสรรให้แก่แต่ละบุคคล ถือเป็นการลดทอนและกำจัดประชากรพื้นเมือง

           ความซับซ้อนของการเป็นชนพื้นเมือง เห็นได้จากกลุ่มคนที่เรียกว่าเมทิส (Métis) ในแคนาดา รากศัพท์คำว่าเมทิสมาจากภาษาฝรั่งเศส หมายถึง “การผสม” คนกลุ่มนี้เป็นเชื้อสายที่ผสมระหว่างชนพื้นเมืองเดิมกับชาวยุโรปตะวันตกที่อพยพเข้ามาในแคนาดาช่วงอาณานิคมราวคริสต์ศตวรรษที่ 17-18 ชาวเมทิสจะพูดภาษาที่เรียกว่า “ภาษามิชิฟ” (Michif) ซึ่งเป็นภาษาผสมผสานคำนามภาษาฝรั่งเศสเข้ากับโครงสร้างคำกริยาของภาษาครี (Cree) การศึกษาทางชีววิทยาแสดงให้เห็นถึงลักษณะทางพันธุกรรมของชาวเมทิส โดยมีสายเลือดทางฝ่ายพ่อเป็นชาวยุโรป และสายเลือดทางฝ่ายแม่เป็นชนพื้นเมือง (Bouchard et al., 2020) การรับรองสถานะเป็นชาวเมทิสอย่างเป็นทางการและได้รับบัตรสมาชิกสภาเมทิสแห่งแคนาดา บุคคลนั้นจะต้องมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ดังต่อไปนี้ (1) ต้องระบุตนเองว่าเป็นชาวเมทิส (2) ต้องได้รับการยอมรับจากชุมชน กล่าวคือ ชุมชนต้องยอมรับว่าบุคคลดังกล่าวเป็นชาวเมทิส (3) ต้องไม่เป็นผู้มีรายชื่ออยู่ในทะเบียนชาวอินเดียน (Indian Register) หรือทะเบียนชาวอินูอิต (Inuit Register) และ (4) ต้องสืบเชื้อสายมาจากกลุ่มประชากรชาวอินเดียน กล่าวคือ ต้องสามารถพิสูจน์ที่มาหรือเชื้อสายความเป็นอินเดียนได้ตามกระบวนการตรวจสอบที่กำหนดโดยสภาเมทิสแห่งแคนาดา (Canadian Métis Council) ปัจจุบันชาวเมทิสพยายามเปลี่ยนตนเองเป็นชนพื้นเมืองอินเดียนเพื่อให้เข้าถึงสิทธิมากขึ้น

           Mccormack (2011) กล่าวว่าภายใต้ระบอบเสรนิยมใหม่ ชนพื้นเมืองถูกทำให้กลายเป็นแรงงาน ตัวอย่างในชนเผ่าเมารี ประเทศนิวซีแลนด์ กลุ่มคนเหล่านี้ถูกทำให้เป็นภาพจำที่ตายตัว การเป็นชนพื้นเมืองจึงดำรงอยู่ท่ามกลางความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่มีการต่อรองไกล่เกลี่ยอยู่ตลอดเวลาทั้งจากหน่อยงานท้องถิ่นถึงระดับโลกไม่ว่าจะเป็นข้าราชการภาครัฐ กลุ่มทุนเอกชน นักวิชาการ และองค์กรพัฒนาเอกชน กล่าวคือ การบริหารจัดการแบบเสรีนิยมใหม่มักลดทอนความซับซ้อนของกลุ่มชนพื้นเมืองให้เหลือเพียง “หมวดหมู่ทางเชื้อชาติ” หรือชาติพันธุ์ที่เรียบง่าย นอกจากนั้น นโยบายรัฐทำให้รูปแบบการถือครองกรรมสิทธิ์ร่วมแบบดั้งเดิม (common ownership) เปลี่ยนไปสู่ระบบกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล (private property) ความหมายทางสังคมถูกลดทอนลงเพื่อให้สอดคล้องกับระบบตลาดเสรี

           การศึกษาของ Sylvain (2002) อธิบายว่าชาวซาน (San people) แห่งแอฟริกาตอนใต้ได้รับผลกระทบจากลัทธิอาณานิคมและการแบ่งแยกสีผิว ทำให้ชาวซานบางกลุ่มถูกแยกไปอยู่ในดินแดนห่างไกลหรือเขตสงวนสัตว์ป่า ในขณะที่ชาวซานส่วนใหญ่กลายเป็นชนชั้นล่างที่ไร้ที่ดิน เป็นแรงงานในฟาร์ม แรงงานในบ้าน และบุกรุกที่ดิน ปัจจุบัน ขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อสร้างอัตลักษณ์ของชาวซานจึงอาศัยภาพลักษณ์ของ "นักล่าและเก็บของป่า (hunter-gatherer) ในการเคลื่อนไหวนี้ทำให้เห็นกลยุทธ์ของชาวซานที่ต้องการให้สังคมนานาชาติเห็นว่าพวกเขาเป็นชนพื้นเมืองที่ “แท้จริง” เพื่อให้ได้รับการสนับสนุนทางการเมืองและสิทธิในที่ดิน กลยุทธ์ดังกล่าวเรียกว่าสารัตถนิยมเชิงยุทธวิธี (Strategic Essentialism)

           Guenther et al. (2006) กล่าวว่าคำว่า "ชนพื้นเมือง" (indigenous peoples) มีประโยชน์ในการชี้ให้เห็นถึงประวัติศาสตร์ร่วมที่ถูกบดบัง แต่ในขณะเดียวกันก็ส่งผลเสียโดยการบดบังความแตกต่างที่มีพลวัตและมีความสำคัญ ความหมายของชนพื้นเมืองมักจะเชื่อมโยงถึงสิ่งดั้งเดิมภายใต้วิธีคิดแบบสารัตถนิยม (essentialism) และปฐมภูมินิยม (primordialism) ซึ่งเป็นสิ่งที่ชนพื้นเมืองนำไปใช้อธิบายตัวเอง (Smith, 1999) หากมองเชิงการเมืองของอัตลักษณ์ การหยิบเอาวิธีคิดนี้มาใช้ถือว่าเป็นเครื่องมือสำหรับชนพื้นเมืองในการสร้างความมั่นใจในการเรียกร้องสิทธิต่าง ๆ ปัญหาประการหนึ่งคือ “ภาระ” ที่ชนพื้นเมืองจำนวนมากต้องเผชิญในการพิสูจน์สิทธิเหนือที่ดินของตน โดยพวกเขาถูกคาดหวังให้พิสูจน์ "ความเป็นชนพื้นเมืองที่แท้จริง" (authenticity) ผ่านการแสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม สถานการณ์นี้สะท้อนการเมืองแห่งการนิยามตัวตน ‘ความเป็นชนพื้นเมือง’ (Indigeneity) กลายเป็นภาพลักษณ์ที่กลุ่มผู้ด้อยอำนาจสร้างขึ้นเภายใต้ข้อจำกัดที่กำหนดโดยวาทกรรมของกลุ่มผู้มีอำนาจเหนือกว่า


เอกสารอ้างอิง

Beckenhauer, E. (2003). Redefining race: can genetic testing provide biological proof of Indian ethnicity? Stanford Law Review, 56(1), 161–190.

Benjamin, G. (2017). Indigenous peoples: indigeneity, indigeny or indigenism? In Christoph Antons, (Ed.), Routledge Handbook of Asian Law Edition, (362-377). London: Routledge.

Bouchard, M., Malette, S. & Marcotte, G. (2020). A river cuts through it: the Métis on the two banks of the Ottawa River. Journal de la Société des américanistes, [Online], 106-2.

Cobo, J. M. (1986). Study on the Problem of Discrimination Against Indigenous Populations. Report for the UN Sub-Commission on the Prevention of Discrimination of Minorities.

Guenther, M., Kenrick, J., Kuper, A., Plaice, E., Thuen, T., Wolfe, P., & Zips, W. (2006). The concept of indigeneity. Social Anthropology, 14(01), 17-32.

Kauanui, J. K. (2008). Hawaiian Blood: Colonialism and the Politics of Sovereignty and Indigeneity. Durham: Duke University Press.

Joona, T. (2012). ILO Convention No. 169 in a Nordic Context with Comparative Analysis: An Interdisciplinary Approach. Rovaniemi: Lapland University Press.

Mccormack, F. (2011). Levels of indigeneity: the Maori and neoliberalism. Journal of the Royal Anthropological Institute, 17(2), 281-300.

Meyer, M. L. (1999). American Indian Blood Quantum Requirements: Blood is Thicker Than Family. In Valerie J. Matsumoto and Blake Allmendinger (Eds.), Over the Edge: Remapping the American West (pp. 231–49). University of California Press.

Relethford, J. H. (1994). Craniometric variation among modern human populations, American Journal of Physical Anthropology, 95(1), 53–62, 2-s2.0-0028048771.

Sarivaara, E., Maatta, K., & Uusiautti, S. (2013). Who Is Indigenous? Definition of indigeneity. European Scientific Journal, December 2013, vol.1, 369-378.

Schmidt, R. W. (2011). American Indian Identity and Blood Quantum in the 21st Century: A Critical Review. Journal of Anthropology, 2011(4), DOI: 10.1155/2011/549521

Smith, L. T. (1999). Decolonizing methodologies: research and indigenous peoples. London: Zed Books.

Sylvain, R. (2002). Land, water and truth: San identity and global indigenism. American Anthropologist, 104, 1074–85.

Tallbear K. (2003). DNA, blood, and racializing the tribe. Wicazo Sa Review, 18(1), 81–107.


ผู้เขียน
ดร.นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ
ผู้จัดการ ฝ่ายวิจัยและส่งเสริมวิชาการ
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)


 

ป้ายกำกับ ชนพื้นเมือง Indigeneity ดร.นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Share
Facebook Messenger Icon คลิกที่นี่เพื่อสนทนา