ลืม เดอะซีรีส์: ตอนที่ 6 เมื่อบรรพบุรุษของเราถูกลืม
หากถามประชาชนผู้ถือสัญชาติไทยว่าพวกเขาเป็นคนชาติใด มีที่มาอย่างไร และยึดถือค่านิยมใด คงจะถูกตอบกลับมาว่าเป็นคำถามไร้สาระ เพราะมีคำตอบอยู่ในคำถามแล้วว่าในเมื่อถือสัญชาติไทย ก็ต้องเป็นคนไทย มีการตั้งรกรากทำมาหากินและยึดมั่นอัตลักษณ์ความเป็นไทยมาตั้งแต่ต้นแล้ว อย่างไรก็ตาม หากลองถามเพิ่มอีกว่า ถ้าเช่นนั้นเราสามารถสืบย้อนลำดับวงศ์ตระกูลของตนไปได้ไกลที่สุดเท่าใด มีใครบ้าง ทำอาชีพอะไร จะมีหลายคนที่สืบย้อนได้ไม่ไกลกว่า 3 รุ่น ยิ่งเมื่อรุ่นมีความห่างกันมากเท่าใด ความทรงจำระหว่างรุ่นก็จะยิ่งเลือนลางเท่านั้น และยิ่งไปกว่านั้น เมื่อสืบย้อนสายเลือดวงศ์ตระกูลกันอย่างจริงจังแล้ว จะพบว่าหลายคนไม่ใช่คนไทยตั้งแต่แรกเริ่ม อาจเป็นญวนบ้าง มอญบ้าง ลาวบ้าง กัมพูชาบ้าง หรือกระทั่งจีนอพยพซึ่งลูกหลานได้เติบโตมาเป็นกลุ่มชนชั้นกลางในปัจจุบัน กรณีลูกหลานจีนเป็นกรณีตัวอย่างที่น่าสนใจ ในทุกปี พวกเขายังคงเข้าร่วมงานตรุษจีนและเชงเม้ง แต่นั่นเป็นเพียงเทศกาลสั้น ๆ ก่อนจะกลับเข้าสู่การใช้ชีวิตในบริบทของความเป็นไทยกันต่อ (ใช้ภาษาไทย ปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนต่าง ๆ ของสังคมไทย ฯลฯ) บรรพบุรุษของพวกเขาเป็นใคร มีเรื่องราวอย่างไร ไม่ใช่สิ่งจำเป็นที่จะต้องจดจำมากนัก ผู้เขียนบทความขอยกตัวอย่างจากประสบการณ์ส่วนตัวคือเทศกาลเชงเม้งของบรรพบุรุษฝั่งแม่ ซึ่งในปัจจุบัน ไม่มีใครสะดวกเข้าร่วมรำลึกแล้ว ทั้งที่อากงและอาม่าของฝั่งนี้ มีลูกถึงสิบสองคน และมีหลานมากกว่าสิบคน
ในบทความชิ้นนี้ จะนำเสนอเรื่องของอัตลักษณ์ (Identity) ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ไม่ใช่สิ่งที่มั่นคงถาวร หากแต่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามบริบทช่วงเวลาหนึ่ง ดังกรณีของคนจีนอพยพรุ่นแรกซึ่งไม่สามารถส่งต่อความทรงจำ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตทั้งหมดของตนให้แก่ลูกหลานรุ่นหลัง การทำความเข้าใจการทำงานของอัตลักษณ์และบริบททางสังคม จะช่วยให้มองเห็นที่มาที่ไปของปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้ ปรากฏการณ์ที่เรื่องราวบรรพบุรุษของเรากำลังถูกลืม โดยมี อัตลักษณ์ใหม่เข้ามาแทนที่ให้เราได้ยึดถือ
ชีวิตใหม่ อัตลักษณ์ใหม่
การลืมอัตลักษณ์เดิมของบรรพบุรุษเพื่อการดำเนินชีวิตครั้งใหม่ในบริบทใหม่ เป็นสิ่งที่ปรากฏในหลายสังคม Paul Connerton (2008) ชี้ให้เห็นว่า การเลือกที่จะลืมประเพณีและวิถีปฏิบัติของผู้คนที่ตัดสินใจเข้ามาตั้งรกรากใช้ชีวิตในสังคมแห่งใหม่ และหันมาซึมซับระเบียบแบบแผนของสังคมแห่งใหม่นั้นแทน คือการมองเห็นความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นหากยังคงเลือกดำเนินชีวิตประจำวันผ่านอัตลักษณ์แบบเดิม และจะกลายเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตในสังคมแห่งใหม่นี้ ดังนั้น หากอัตลักษณ์เดิมส่วนใดมีแนวโน้มจะสร้างปัญหา อัตลักษณ์นั้นจะถูกลบเลือนไปและแทนที่ด้วยอัตลักษณ์ใหม่ในส่วนนั้น เหลือไว้เพียงอัตลักษณ์เดิมบางส่วนหรือส่วนเล็ก ๆ ที่ไม่เป็นปัญหาต่อสังคม ดังจะเห็นได้จากในสังคมหมู่เกาะของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น บาหลี, ฟิลิปปินส์ ซึ่งถึงแม้จะเป็นสังคมที่ให้ความสำคัญต่อระบบเครือญาติ (Kinship) แต่ก็พบว่ามีปัญหาเรื่องความไม่ต่อเนื่องของการสืบทอดความรู้ของบรรพบุรุษเช่นกัน เนื่องจากผู้คนในหมู่เกาะเหล่านี้มีการเคลื่อนย้ายและปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันอยู่ตลอดเวลา คนที่แต่งงานและเข้ามาอยู่กินกับครอบครัวใหม่ในพื้นที่-วัฒนธรรมใหม่ ยอมรับที่จะเป็นส่วนหนึ่งของระบบเครือญาติ ณ พื้นที่-วัฒนธรรมแห่งนั้น การดำเนินชีวิตภายใต้โลกทัศน์แบบพื้นที่-วัฒนธรรมเดิมที่จากมา อาจไม่ใช่สิ่งจำเป็นที่จะต้องนำมาใช้ทั้งหมดอีกต่อไป จึงไม่แปลกที่การสืบทอดความรู้ของคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง จะมีลักษณะของการขาดช่วงอยู่ด้วย (Paul Connerton, 2008, pp.62-64)
ทั้งนี้ เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้น ทรงชัย ทองปาน และ รัชพล ไทยฤทธิ์ (2561) ได้ยกกรณีอัตลักษณ์ของคนไทยพลัดถิ่นสิงขร (เมียนมา) ทรงชัยและรัชพลพบว่า การที่คนไทยตามแนวชายแดนอพยพเข้ามาตั้งรกรากอยู่ในหมู่บ้านสิงขร คนไทยพลัดถิ่นเหล่านี้ยอมรับที่จะเปลี่ยน อัตลักษณ์ทางภาษาของตนเองจากไทยเป็นเมียนมา รวมถึงส่งลูกหลานเข้ารับการศึกษาตามหลักสูตรที่รัฐบาลเมียนมากำหนดไว้ด้วย โดยการเปลี่ยนแปลงอัตลักษณ์ดังกล่าวนี้ สัมพันธ์กับความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตภายใต้นโยบายของรัฐบาลที่มุ่งขจัดกลุ่มชาติพันธุ์ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากเพื่อธำรงไว้เพียงอัตลักษณ์ความเป็นเมียนมา อัตลักษณ์ที่คนไทยพลัดถิ่นยังคงรักษาไว้ได้คือ อัตลักษณ์ทางศาสนา เพราะชาวเมียนมาส่วนใหญ่ (รวมถึงชาวบ้านสิงขร) นับถือศาสนาพุทธเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ทั้งภาษาและการศึกษา ก็เป็นปัจจัยที่เพียงพอแล้วต่อการเปลี่ยนแปลงความทรงจำ ความรับรู้ และวิถีปฏิบัติ ของผู้คนได้อย่างมหาศาล เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นกับคนจีนอพยพในไทย
อั๊วเป็นคนไทย
กล่าวกันว่าชนชั้นกลางของไทยในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งประกอบไปด้วยคนที่มีเชื้อสายจีนอพยพ ถึงแม้พวกเขายึดถือค่านิยมและมีวัตรปฏิบัติตามแบบอย่างของไทย แต่พวกเขาก็ไม่ปฏิเสธที่จะเรียกคนในครอบครัวว่าอาป๊า อาม๊า อาเฮีย อาเจ้ และเข้าร่วมเทศกาลตรุษจีน ตลอดจนเชงเม้งในบางโอกาส อย่างไรก็ตาม การที่ชนชั้นกลางเหล่านี้ เติบโตขึ้นมาได้ในสังคมไทย ก็เพราะการปรับเปลี่ยนอัตลักษณ์ให้เข้ากับบริบทของไทยนั่นเอง การปรับเปลี่ยนอัตลักษณ์นี้ จะยิ่งมีความเข้มข้นมากขึ้นตั้งแต่ลูกหลานจีนรุ่นสองเป็นต้นไป เห็นได้ชัดว่าการที่พวกเขาเติบโตในเมืองไทย ส่งผลให้พวกเขาไม่ได้รู้สึกผูกพันกับแผ่นดินแม่ (จีน) อีกแล้ว การหันมาแสวงหาอัตลักษณ์ความเป็นไทย จึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตของพวกเขานับจากนั้น
ย้อนกลับไปก่อนทศวรรษ 2500 การเข้ามาของคนจีนอพยพในไทย ไม่ได้ทำให้พวกเขาจำเป็นต้องเอาความเป็นจีนออกไป การส่งจดหมายติดต่อกันระหว่างสองประเทศ ยังคงเกิดขึ้น เงินที่ได้จากการทำมาค้าขาย ก็ส่งกลับไปยังบ้านเกิดเช่นกัน อย่างไรก็ตาม มิใช่ว่าการดำเนินชีวิตประจำวันของคนจีนอพยพเหล่านี้จะไม่เกิดปัญหา เกษียร เตชะพีระ กล่าวว่าในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง คนจีนอพยพประสบกับสภาวะวิกฤตของอัตลักษณ์ (Crisis of Identity) การดำรงชีวิตประจำวันของพวกเขา ถูกรัฐบาลและประชาชนส่วนหนึ่งมองว่าเป็นอุปสรรคต่อความเจริญของประเทศ เช่น การเป็นคนหัวการค้าแบบเอารัดเอาเปรียบ ตั้งสมาคมลับหาผลประโยชน์ ชอบเอะอะเสียงดัง และมักขากสเลดลงพื้นที่สาธารณะ เป็นต้น ซึ่งแม้คนจีนอพยพบางส่วนจะมีการปรับปรุงตัวเองอยู่บ้าง แต่ก็ไม่สามารถสลายอคติของรัฐบาลและประชาชนส่วนหนึ่งไปได้ง่าย ๆ วรรณกรรมชื่อดังของ ป.อินทรปาลิต เรื่องสามเกลอ ให้ภาพลักษณ์ความย้อนแย้งทางอัตลักษณ์ของตัวละครหลักที่ชื่อกิมหงวน บางครั้งกิมหงวนก็อยากเป็นไทย จึงใช้นามสกุลว่าไทยแท้ แต่เขายังรักษาชื่อกิมหงวนไว้ ครั้นจะเปลี่ยนชื่อจริงให้มีความเป็นไทยอย่างนายสงวน เขาก็ต้องปรับนามสกุลให้เป็นไทยเทียม นั่นหมายความว่ากิมหงวนจะไม่มีทางทำให้ตนเองและคนรอบข้างเชื่ออย่างสนิทใจว่าเขาสามารถเป็นคนไทยได้เลย (อ้างใน ชาญวิทย์ เกษตรศิริ และคณะบรรณาธิการ, 2544, น.174-175) ควรกล่าวด้วยว่า กระทั่งสังคมไทยเข้าสู่ช่วงสงครามเย็นราวทศวรรษ 2490-2500 วิกฤตอัตลักษณ์ของคนจีนอพยพ ก็ยังไม่หมดไป คนจีนอพยพถูกเชื่อมโยงกับภัยคอมมิวนิสต์ รัฐบาลสั่งปิดโรงเรียนสอนภาษาจีนหลายแห่ง และนักโทษประหารจำนวนหนึ่งในสมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นคนจีน (ทักษ์ เฉลิมเตียรณ, 2526, น.256-257) นอกจากนั้น เมื่อพิจารณาในด้านของวัฒนธรรม ยุคสมัยนี้เองที่ความงามอย่างไทย กลายเป็นที่พูดถึงกันมาก เป็นความงามเชิงอุดมคติ เช่น มิตร ชัยบัญชา เพชรา เชาวราษฎร์ อาภัสรา หงสกุล ฯลฯ รูปลักษณ์แบบอาหมวยหรืออาตี๋ ไม่ใช่ความงามมาตรฐานของสังคมไทยในเวลานั้น
ความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเกิดขึ้นในปลายทศวรรษ 2520 เมื่อสถานการณ์สงครามเย็นได้คลี่คลายลงพร้อมกับการเติบโตของเศรษฐกิจเสรีนิยมใหม่ บริบทนี้ได้ก่อให้เกิดการขยายตัวของกลุ่มชนชั้นกลางรุ่นใหม่ ซึ่งในจำนวนนี้ รวมไปถึงลูกหลานจีนอพยพรุ่นสองเป็นต้นมา การห่างเหินจากวัฒนธรรมแผ่นดินจีน ประกอบกับการดำเนินชีวิตที่สามารถเจริญก้าวหน้าได้ในสังคมไทย หมดยุคที่คนจีนอพยพมีเพียงเสื่อผืนหมอนใบแล้ว ส่งผลให้พวกเขาเริ่มแสวงหาอัตลักษณ์ความเป็นไทยอย่างเข้มข้น การถวิลหาอดีตของความเป็นไทย ได้รับความนิยมในกลุ่มคนเหล่านี้ (ดูรายละเอียดของบริบทดังกล่าว เช่น Craig J. Reynolds, 2002; ธงชัย วินิจจะกูล, 2562) สิ่งที่เห็นได้ชัดในประการหนึ่งคือการเชื่อมโยงตนเองเข้ากับสถาบันหลักของชาติ คำว่า “พึ่งโพธิสมภาร” เป็นคำซึ่งนิยามที่มาและตัวตนของพวกเขา เหตุที่พวกเขาอยู่ในแผ่นดินไทยได้ก็เพราะความเมตตากรุณาของผู้ปกครองที่มีให้แก่บรรพบุรุษ ดังนั้น การตอบแทนคุณแผ่นดิน จึงถือเป็นเรื่องสำคัญ ครั้งหนึ่ง เพลงประกอบละครชุดชื่อดัง “ลอดลายมังกร” (พ.ศ.2535) ได้ส่งข้อความให้ผู้รับชมฉุกคิดถึงความสำคัญนี้ คือถ้อยคำที่ว่า “เมื่อมังกร เริ่มผงาดลาย ตั้งใจหมาย ตอบแทนพระคุณผืนดิน” หรือในช่วงต้นทศวรรษ 2550 “ลูกจีนรักชาติ” เป็นหนึ่งในคำที่ใช้สำหรับการปลุกเร้าประชาชนให้ทำการต่อต้านรัฐบาล (ยสินทร กลิ่นจำปา, 2566) นอกจากนั้น หากย้อนกลับมาพิจารณาในด้านวัฒนธรรม นักแสดง นักร้อง หรืออินฟลูเอนเซอร์ยอดนิยม ก็มีลักษณะของความตี๋หมวยอย่างเห็นได้ชัด คนกลุ่มนี้ไม่ใช่คนกลุ่มน้อยในวงการบันเทิงอีกต่อไปแล้ว พวกเขาเหล่านี้ยินดีและต้อนรับการใช้ชีวิตตามบริบทของสังคมไทยแทนที่ เช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป ซึ่งหากเราลองเที่ยวตามห้างสรรพสินค้าแล้ว จะพบเห็นคนไทยที่สามารถเดินผสมกลมกลืนกับนักท่องเที่ยวชาวจีนได้อย่างแนบเนียน นั่นเพราะลักษณะทางพันธุกรรมมาจากแหล่งเดียวกัน ต่างกันเพียงว่าคนไทยเหล่านั้นบัดนี้ได้พูดภาษาไทย และเข้าใจวัฒนธรรมไทยมากกว่า บางคนอาจรู้สึกต่อต้านพฤติกรรมบางอย่างของนักท่องเที่ยวจีนด้วย
ประวัติศาสตร์แห่งความหลากหลาย
การศึกษาถึงประเด็นการเปลี่ยนอัตลักษณ์ให้เข้ากับบริบทของสังคมแห่งใหม่ ไม่ใช่การชี้ให้เห็นว่าปรากฏการณ์นี้มีความผิดปกติอันต้องปฏิเสธ และไม่ใช่การถวิลหาความบริสุทธิ์ของ อัตลักษณ์เดิมก่อนถูกปรับแปรไป เพราะอัตลักษณ์ไม่ใช่สิ่งที่หยุดนิ่งตายตัวอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม การศึกษาในประเด็นเหล่านี้ มีขึ้นเพื่อต้องการแสดงให้เห็นว่าในสังคมแห่งหนึ่ง ย่อมมีอัตลักษณ์ของผู้คนที่ผสมผสานกันอย่างหลากหลาย และในการผสมผสานดังกล่าว ก็มีเรื่องราวและบทบาทสำคัญในการทำให้เกิดสังคมแห่งนั้น ๆ ขึ้นมา การหลงลืมสิ่งเหล่านี้และหันมายึดถือความบริสุทธิ์หนึ่งเดียวซึ่งก่อร่างสร้างสังคม (เช่น สังคมไทย ก็ต้องคนไทยสร้าง คนที่เหลือคือชนกลุ่มน้อยที่มาพึ่งพิงขออาศัยอยู่เท่านั้น) จะนำไปสู่ปัญหาของอคติ ความขัดแย้ง และความรุนแรงในสังคมอย่างง่ายดาย
คริส เบเคอร์ และ ผาสุก พงษ์ไพจิตร (2557) ได้ยกกรณีการเขียนประวัติศาสตร์ของคนจีนในไทย กล่าวคือ ในช่วงที่ชนชั้นกลางซึ่งเป็นลูกหลานจีนอพยพ เติบโตขึ้นมากในทศวรรษ 2520 นั้น มีนักวิชาการจำนวนหนึ่ง ส่งเสริมให้มีการศึกษาบทบาทของคนจีนในประวัติศาสตร์ไทย เพื่อชี้ให้เห็นว่าพวกเขาเป็นส่วนสำคัญในการสร้างสังคมไทยมาช้านานแล้ว ดังจะเห็นได้จากการที่ผู้ปกครองของสยาม ทั้งราชวงศ์ในอยุธยาและรัตนโกสินทร์ ต่างก็มีบรรพบุรุษเป็นคนจีนส่วนหนึ่ง ควรกล่าวด้วยว่า ในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ คนจีนที่เข้ามาเป็นพ่อค้า สามารถตั้งตัวและเติบโตจนเป็นกระฏุมพี อันสะท้อนให้เห็นภาวะของสังคมไทยที่กำลังเริ่มมีพัฒนาการไปสู่ความเป็นสมัยใหม่ด้วย (อ้างจาก คริส เบเคอร์ และ ผาสุก พงษ์ไพจิตร, 2557, น.308) นอกจากนั้น เบเนดิกท์ แอนเดอร์สัน (2558) ยังอธิบายว่า คนจีนอพยพ ถือเป็นแรงงานสำคัญให้แก่ชนชั้นปกครอง เพราะสามารถควบคุมและเคลื่อนย้ายง่ายกว่าไพร่ จึงไม่แปลกที่ว่าคนจีนอพยพบางคน จะได้รับการพระราชทานยศ เสียภาษีในอัตราที่ต่ำกว่าคนอื่น รวมถึงสิทธิพิเศษบางประการ (เบเนดิกท์ แอนเดอร์สัน, 2558, น.39-41) คนจีนอพยพเหล่านี้ ตัดสินใจตั้งรกรากทำมาหากิน และกลายเป็นบรรพบุรุษของลูกหลานจีนที่ปัจจุบันถือว่าเป็นคนไทยไปแล้ว
ปัญหาของความไม่เข้าใจถึงความหลากหลายและการผสมผสานทางอัตลักษณ์ ปรากฏให้เห็นในสังคมไทยปัจจุบัน ถึงแม้จะมีการศึกษาเรื่องความลื่นไหลของอัตลักษณ์กันมากแล้ว แต่กลับยังคงจำกัดอยู่ในวงวิชาการ มีผู้คนจำนวนหนึ่งซึ่งเชื่อในความบริสุทธิ์และมั่นคงถาวรของอัตลักษณ์เพียงหนึ่งเดียว บางครั้งจึงกลายเป็นความรุนแรง ดังเห็นได้จากข่าวการทำร้ายร่างกายชายชาวกะเหรี่ยงในพัทยา โดยให้เหตุผลว่าเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของคนไทย หลังจากทั้งสองฝ่ายมีข้อขัดแย้งกัน (ไทยรัฐออนไลน์, 2569) ข่าวนี้ไม่ใช่ข่าวแรกและข่าวเดียวที่เพิ่งมีในสังคมไทย หากแต่ปรากฏให้เห็นอยู่เป็นระยะ สิ่งนี้สะท้อนถึงการหลงลืมไปว่าคนไทยในที่นี้ มีบรรพบุรุษที่มาจากภายนอกเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม การศึกษาประวัติศาสตร์ชาติแบบเส้นตรง คงเป็นส่วนหนึ่งที่กลืนกลายความทรงจำเหล่านี้ให้ลางเลือนลงไป
การทบทวนความเปลี่ยนแปลงของอัตลักษณ์ เพื่อทำให้เห็นถึงการปะทะและปรับแปรภายใต้ความหลากหลายของผู้คน ณ สังคมแห่งหนึ่ง จึงเป็นสิ่งสำคัญในการทำให้เรื่องราวของบรรพบุรุษไม่ถูกหลงลืม และบรรพบุรุษในที่นี้ ก็ไม่ใช่บรรพบุรุษที่อยู่ในตำราเรียนประวัติศาสตร์ชาติฉบับทางการ หากแต่เป็นผู้คนทั่วไปที่มาจากหลายพื้นที่และหลากวัฒนธรรมนั่นเอง
บรรณานุกรม
Connerton, P. (2008). Seven Types of Forgetting. Memory Studies, 1 (1): 59-71.
Reynolds, C.J. (2002). National Identity and Its Defenders: Thailand Today. Silkworm Books.
คริส เบเคอร์ และ ผาสุก พงษ์ไพจิตร. (2557). ประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัย. มติชน
ชาญวิทย์ เกษตรศิริ และคณะบรรณาธิการ. (2544). จอมพล ป.พิบูลสงคราม กับการเมืองไทยสมัยใหม่. มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์.
ทักษ์ เฉลิมเตียรณ. (2526). การเมืองระบบพ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการ. สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
ไทยรัฐออนไลน์. (2569). “เต้ อาชีวะ” พา “เฮียตี๋” พบตำรวจ ไหว้ขอโทษสังคม ลั่นเดินหน้าปกป้องศักดิ์ศรีคนไทยต่อ. https://www.thairath.co.th/news/crime/2919214
ทรงชัย ทองปาน และ รัชพล ไทยฤทธิ์. (2561). การปรับเปลี่ยนและธำรงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของคนไทยพลัดถิ่น หมู่บ้านสิงขร ในเขตตะนาวศรี ประเทศพม่า. วารสารพัฒนาศาสตร์, 1 (2): 137-168.
ธงชัย วินิจจะกูล. (2562). ออกนอกขนบประวัติศาสตร์ไทย: ว่าด้วยประวัติศาสตร์นอกขนบและวิธีวิทยาทางเลือก. ฟ้าเดียวกัน.
เบเนดิกท์ แอนเดอร์สัน. (2558). ศึกษารัฐไทย ย้อนสภาวะไทยศึกษา. ฟ้าเดียวกัน.
ยสินทร กลิ่นจำปา. (2566). What is ลูกจีนรักชาติ. https://waymagazine.org/what-is-patriotic-thai-chinese/
ผู้เขียน
ธนวัฒน์ รุ่งเรืองตันติสุข
นักวิจัย ฝ่ายวิจัยและส่งเสริมวิชาการ
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)
ป้ายกำกับ บรรพบุรุษ ลืม ธนวัฒน์ รุ่งเรืองตันติสุข