คนทรงเจ้าในกฎหมาย: ปฏิบัติการของรัฐสยามช่วงรัชกาลที่ 5 ต่อการเข้าทรงลงเจ้าภายใต้วาทกรรมความศิวิไลซ์
บทนำ
การพัฒนารัฐสยามภายใต้ “กระบวนการศิวิไลซ์” (civilizing process) จากชาติตะวันตกที่ให้ความสำคัญกับ “ความเป็นเหตุและผล” ในช่วงพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเข้ามาแทนที่โลกทัศน์แบบไตรภูมิ อันเป็นเครื่องมือค้ำจุนสถาบันกษัตริย์สยามในอดีตมาโดยตลอด ย่อมเป็นปัจจัยที่ทำให้รัฐสยามต้องปรับตัวสู่การสถาปนารัฐที่มีความเป็นอารยะ การกำจัดเศษซากที่หลงเหลือจากแนวคิดไตรภูมิจึงเป็นพันธกิจอย่างหนึ่งของรัฐ นำมาสู่ข้อสังเกตที่ว่าภายใต้เงาการปฏิรูป รัฐสยามจัดการกับสิ่งที่มองไม่เห็นอย่างไร ขณะที่ต้องรักษาสถานะความเป็นผู้มีเหตุและผลในเวลาเดียวกัน โดยใช้การ “เข้าทรงลงเจ้า” ในกฎหมายเป็นกรณีศึกษา ทั้งนี้ จากการศึกษา ผู้เขียนพบว่าการสร้างวาทกรรมของรัฐที่มีต่อคนทรงเจ้าในกฎหมายไม่เพียงสัมพันธ์กับการสร้างความศิวิไลซ์เท่านั้น แต่อาจมีนัยถึงการรับมือต่อการก่อตัวของระบบทุนนิยม และการสร้างพื้นที่ทางพุทธศาสนาของรัฐสยาม ซึ่งเป็นการรักษาเสถียรภาพทางอำนาจและเป็นการช่วงชิงพื้นที่ทางอุดมการณ์ อันเป็นมิติที่ซับซ้อนมากไปกว่าการอธิบายว่าสิ่งเหนือธรรมชาติเป็นเรื่องไร้เหตุผลเพียงอย่างเดียว
โลกแห่งจิตวิญญาณก่อนกระบวนการศิวิไลซ์
การเข้าทรงมักเป็นปรากฏการณ์ที่พบเห็นได้ในวัฒนธรรมของมนุษย์โดยเฉพาะในพื้นที่ท้องถิ่น เนื่องด้วยวิถีชีวิตที่สัมพันธ์กับอำนาจเหนือธรรมชาติ ซึ่งต้องอาศัยสื่อกลางอย่าง “ร่างทรง” เพื่อทำหน้าที่เชื่อมโยงโลกวัตถุเข้ากับโลกแห่งจิตวิญญาณ นักมานุษยวิทยาอย่าง นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ (2565) อธิบายว่าการเชื่อมโลกทั้งสองเข้าด้วยกันสะท้อนถึงความซ้อนทับระหว่างสิ่งที่มองเห็นซึ่งสัมผัสได้กับสิ่งที่ดำรงอยู่แต่มองไม่เห็นและสัมผัสไม่ได้
การทำความเข้าใจการเปลี่ยนผ่านทัศนะของรัฐสยามต่อคนทรงเจ้าในกฎหมาย จำเป็นต้องพิจารณาถึงบริบทของการเข้าทรงในสังคมก่อนช่วงพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยกฎหมายสำคัญในช่วงเวลานั้นคือ กฎหมายตราสามดวง หรือประมวลกฎหมายรัชกาลที่ 1 ซึ่งแม้จะไม่ได้ระบุถึงการทรงเจ้าเข้าผีอย่างชัดเจน แต่ก็ปรากฎถึงทัศนะของชนชั้นนำต่อผู้รู้ไสยศาสตร์ที่สามารถเชื่อมต่อกับสิ่งเหนือธรรมชาติ ไว้ในพระอายการเบดเสรจ มาตรา 137 ดังความว่า
“ผู้ใดส่อท่านว่าเปนฉมบกฤษติยา รู้ว่าน ยา รู้วิทยาคุณกระทำให้ตาย...ถ้าเปนสัจดุจผู้ส่อ ท่านให้ฆ่ามันผู้รู้คุณว่านยาฉมบจะกละกฤษติยานั้นเสีย เพราะมันจะทำไปภายหน้า...”1
ตีความได้ว่า หากมีผู้ใดกล่าวหาหรือฟ้องร้องว่าบุคคลอื่นเป็นผู้ใช้อาคมเกี่ยวกับผี มีความรู้ด้านการใช้สมุนไพร ยา และอาคมที่ใช้ทำร้ายผู้อื่นถึงแก่ความตาย…หากพิจารณาแล้วพบว่าเป็นความจริงตามคำกล่าวหานั้น ให้ลงโทษประหารชีวิตผู้ที่ใช้วิชาอาคมนั้นเสีย เนื่องจากหากปล่อยไว้ บุคคลผู้นี้จะกระทำการที่เป็นภัยต่อผู้อื่นอีกในภายภาคหน้า
หรือมาตรา 149 ที่กล่าวถึงอำนาจผี ดังความว่า
“ชาย หญิง เปนชู้เมียกันเคียดฟูน (เคียด หมายถึง โกรธ ฟุน หมายถึง โกรธเป็นไฟ ดูใน; พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554) น้อยใจกัน ชายก็ดีหญิงก็ดีไปบลต้นไม้อันมีผีให้ชายผัวชายชู้แลหญิงไข้เจบล้มตาย ฝ่ายผู้มิได้บลปู่เจ้าไข้เจบล้มตาย ผู้ใดไปบลปู่เจ้าพิจารณาเปนสัจ โทษตกแก่มันผู้นั้นเสมอฉมบกฤตยากระทำท่านให้ตายนั้น”
(มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง, 2482)
อาจกล่าวได้ว่า ทัศนะของชนชั้นนำช่วงเวลาดังกล่าวที่มีต่อคุณไสยศาสตร์และอำนาจผี ซึ่งปรากฏแนวคิดแบบไตรภูมิโลกวินิจฉยกถา2 ไม่เพียงเป็นภาพสะท้อนโลกทัศน์ที่ยอมรับการมีอยู่ของสิ่งเหนือธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังใช้เป็นเครื่องมือในการจัดระเบียบสังคมและขัดเกลาจิตใจของราษฎรให้อยู่ในความเรียบร้อย โดยไม่ได้ปฏิเสธการมีอยู่ของโลกแห่งจิตวิญญาณแต่อย่างใด
ความเสื่อมลงของแนวคิดไตรภูมิ สู่การสถาปนาความศิวิไลซ์ของรัฐสยาม
การเปลี่ยนผ่านนิยามของการเข้าทรงลงเจ้าจากความเชื่อโลกจิตวิญญาณสู่วาทกรรมความงมงายของรัฐ สัมพันธ์กับการเสื่อมถอยของแนวคิดไตรภูมิอย่างมีนัยสำคัญ การศึกษาถึงบริบทการถดถอยและการปรับตัวสู่สังคมรัฐสมัยใหม่จึงเป็นประเด็นที่ควรพิจารณาอย่างยิ่ง โดยหนังสือของ ชาตรี ประกิตนนทการ เรื่อง การเมืองและสังคมในศิลปะสถาปัตยกรรม สยามสมัย ไทยประยุกต์ ชาตินิยม (2547) ได้อธิบายถึงการเสื่อมถอยของแนวคิดจักรวาลทัศน์แบบไตรภูมิในสถาปัตยกรรมช่วงรัชกาลที่ 4 ที่สูญเสียความหมายเชิงสัญลักษณ์และความสัมพันธ์ทางสังคมไป ส่งผลให้งานสถาปัตยกรรม และศิลปะอื่น ๆ ในช่วงเวลาดังกล่าวหันไปสู่คำอธิบายแบบความจริงที่ประจักษ์ได้ ซึ่งชาตรี เรียกแนวคิดเหล่านี้ว่า “จักรวาลทัศน์สมัยใหม่แบบวิทยาศาสตร์” เช่นเดียวกัน งานของ ธนพงศ์ จิตสง่า (2552) ที่ศึกษากิจกรรมในหอสมุดพระวชิรญาณสมัยรัชกาลที่ 5 ก็พบถึงความกังวลของชนชั้นนำต่อการเทศน์เรื่องเหนือธรรมชาติของพระสงฆ์ในท้องถิ่นว่าเป็นเรื่องงมงายและไม่เป็นประโยชน์แก่ราษฎร
หนึ่งในปัจจัยสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านจากจักวาลทัศน์แบบไตรภูมิสู่กระบวนการสร้างความศิวิไลซ์ที่มีความเข้มข้นในช่วงรัชกาลที่ 5 คือ อุดมการณ์ที่ให้ความสำคัญกับเหตุผลนิยม (rationalization) และการขยายตัวจากระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมของชาติตะวันตก ซึ่งกลายเป็นพื้นฐานของวาทกรรม โลกทัศน์ และการปฏิรูปโครงสร้างภายในสยามของชนชั้นนำในเวลาต่อมา ดังจะเห็นได้จากการประกาศ พระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน ร.ศ. 120 เพื่อจัดระบบการเก็บทะเบียนที่ดิน และการรังวัดแนวเขต ตลอดจนออกเอกสารรับรองกรรมสิทธิ์ที่ดินอย่างถาวร โดยแยก “กรรมสิทธิ์” ออกจาก “การใช้ประโยชน์” ส่งผลให้เจ้าของยังมีสิทธิ์ตามกฎหมาย แม้จะปล่อยที่ดินไว้รกร้างก็ตาม การปฏิรูประบบการคลังโดยจัดตั้งหอรัษฎากรพิพัฒน์ เพื่อควบคุมการจัดเก็บภาษีโดยเจ้าหน้าที่รัฐ (อภิชาต สถิตนิรามัย และอิสร์กุล อุณหเกตุ, 2564) การจัดตั้งกรมสุขาภิบาลภายใต้กระทรวงนครบาล เพื่อจัดระเบียบพื้นที่และควบคุมสุขอนามัยภายในบ้านเมืองของรัฐสยาม การจัดตั้งกองตระเวนขึ้นในพ.ศ. 2419 เพื่อรักษาความสงบตามแนวถนนและป้องกันการเกิดเหตุการณ์คนพาลชุกชุม การจัดตั้งโรงพยาบาล เพื่อรักษาอาการป่วยไข้แทนความเชื่อของชาวสยามที่เชื่อว่าความเจ็บป่วยล้วนมาจากอำนาจผี (ภัทรนิษฐ์ สุรรังสรรค์, 2565) ตลอดจนการตราพระราชบัญญัติลักษณพยาน ร.ศ. 113 หมวดที่ 2 ว่าด้วยคนจำพวกใดควรอ้างเป็นพยานได้ มาตรา 2 ดังความว่า
“บรรดาชนใดๆ ชายก็ดีหญิงก็ดี ซึ่งมีสติดีรู้จักผิดแลชอบเข้าใจความ จะให้การเปนพยานฝ่ายโจทยฤาฝ่ายจำเลยคู่ความโดยอ้างก็ได้...”
(มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา, 2563)
สิ่งเหล่านี้ล้วนสะท้อนให้เห็นการปรับตัวของสยามท่ามกลางการแผ่ขยายอิทธิพลของชาติตะวันตก โดยให้ความสำคัญต่อหลักเหตุผลและการตอบสนองต่อตลาดเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ที่กลายเป็นแกนกลางสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการจัดระเบียบพฤติกรรมทางสังคมของรัฐสยาม สภาวะดังกล่าวสอดคล้องกับแนวคิดของ Norbert Elias ว่าด้วย “กระบวนการทำให้เป็นศิวิไลซ์” (The Civilizing Process) ซึ่งชี้ว่าการสร้างรัฐสมัยใหม่มิได้หยุดเพียงการปฏิรูปสถาบัน แต่ยังสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับการจัดระเบียบร่างกาย โดยเฉพาะ “การควบคุมตนเอง” (Self-Restraint) เพื่อปิดกั้นอารมณ์ความรู้สึกและพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมอันเป็นเครื่องชี้วัดถึงความเป็นอารยะ (ภาคิน นิมมานนรวงศ์, 2560)
ทว่าในอีกด้านหนึ่ง กระบวนทัศน์เช่นนี้ได้ลดทอนสถานะของกลุ่มที่อยู่นอกขอบเขตของเหตุผลให้กลายเป็นสิ่งงมงาย ซึ่งนอกจากจะแสดงถึงความไม่ศิวิไลซ์แล้ว ยังถูกทำให้เป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ตามระเบียบทางวิทยาศาสตร์ โดยการแบ่งแยกสิ่งเหล่านี้ให้อยู่ในภาวะ “แปลกปลอม” หากพิจารณาเช่นนี้ ทัศนะที่ยกย่องผู้ที่สามารถจัดเรียงอารมณ์และพฤติกรรมให้สอดรับกับมาตรฐานของแนวทางรัฐ และการลงทัณฑ์หรือกีดกั้นกลุ่มที่ไม่อยู่ในบรรทัดฐานที่รัฐสยามสถาปนาขึ้น จึงสอดคล้องกับแนวคิดของ William Reddy ที่เสนอแนวคิด “ระบอบอารมณ์ความรู้สึก” (Emotional Regime)3 (สิงห์ สุวรรณกิจ, 2563, อ้างถึงใน ชนิดา พรหมพยัคฆ์ และ ณัฏฐพงษ์ สกุลเสี่ยว, 2563) ซึ่งในที่นี้ ผู้เขียนขอนิยามภาวะเช่นนี้ว่า “ระบอบอารมณ์แห่งความศิวิไลซ์”
การเปลี่ยนผ่านและข้อสังเกตต่อการเข้าทรงลงเจ้าในรัฐสยามสมัยใหม่
จากที่กล่าวไปข้างต้นว่า การสร้างมาตรฐานทางอารมณ์ความรู้สึกที่ยกย่องความเป็นเหตุและผล ควบคู่กับการควบคุมกลุ่มที่ไม่สอดคล้องกับบรรทัดฐานภายใต้บริบทของการเคลื่อนตัวสู่รัฐสมัยใหม่ ผลของการจัดระเบียบเช่นนี้ได้ส่งผลต่อการเปลี่ยนโลกทัศน์และการสร้างวาทกรรมต่อการเข้าทรงลงเจ้าและสิ่งเหนือธรรมชาติของชนชั้นนำสยามในช่วงรัชกาลที่ 5 ที่นำระบอบอารมณ์แห่งความศิวิไลซ์มาใช้พิสูจน์ความเชื่อที่มีอยู่เดิม ดังเช่นบทความว่าด้วยเรื่อง “ผีโขมดแลกระสือ” ที่อธิบายปรากฏการณ์ดังกล่าวว่าเป็นเพียงกลุ่มก๊าซ ซึ่งไม่ใช่สิ่งลี้ลับตามความเชื่อแต่อย่างใด (พระองค์เจ้าจันทรทัตจุฑาธาร, 2428 อ้างถึงใน ธนพงศ์ จิตต์สง่า, 2552) หรือทัศนะของชนชั้นนำสยามที่มีต่อการทรงเจ้าเข้าผี ดังความว่า
“อนึ่งการที่ไฟไหม้นี้ มีผู้โจทย์กันเปนอันมาก ว่าเจ้าผีเจ้าสางอันใดเข้าทรงบอกเหตุว่าวันนั้นไฟจะไหม้ที่โน่นที่นี่ ถือเอาเปนจริงเปนจัง เพราะสันดานยังหนาด้วยความโง่นัก…ไม่รู้กลของคนทรงที่จะลวงตนให้นับถือ…ไม่เปนอันทำมาค้าขาย เสียประโยชน์อย่างยิ่ง…จึงได้ดำรัสสั่งกรมพระนครบาล ให้ประกาศสั่งนายอำเภอโปลิศท้องที่ห้ามเสีย…แม้ว่าได้ความแต่เพียงว่าเข้าทรงลงเจ้า มิได้คิดการทุจริต…ก็จะให้ลงพระราชอาญาตั้งแต่ 30 ทีจนถึง 50 ที…หากเปนการทำอันตรายแก่ชีวิต ให้นำตัวมาส่งแลแจ้งความต่อกรมพระนครบาล…ตัวผู้ร้ายนั้นจะเอาไปประหารชีวิตเสีย”
(มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา, 2563)
ข้อความดังกล่าวชี้ให้เห็นปัญหาของปรากฏการณ์เข้าทรงภายใต้กรอบรัฐสมัยใหม่ เมื่อคำทำนายเริ่มมีอิทธิพลเหนือการควบคุมของรัฐ สถานการณ์ดังกล่าวไม่เพียงแต่สร้างความสั่นคลอนต่ออำนาจการปกครองส่วนกลาง แต่ยังแสดงให้เห็นถึงการดำรงอยู่ของชุดความเชื่อที่อยู่นอกเหนือแนวทางของรัฐ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการจัดระเบียบสังคม อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการประกาศใช้กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 โดยมี พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นราชบุรีดิเรกฤทธิ์ เสนาบดีกระทรวงยุติธรรมในเวลานั้นเป็นประธานกรรมการร่างกฎหมาย เนื่องด้วยเห็นว่า กฎหมาย ตราสามดวงมีบทลงโทษที่รุนแรงและบทกฎหมายไม่อาจตอบสนองต่อสภาพสังคมสยาม ยิ่งไปกว่านั้นยังไม่เป็นไปตามระเบียบสากล ประกอบกับการสูญเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขต นับตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 ซึ่งทำให้รัฐสยามต้องสูญเสียอำนาจอธิปไตยทางการศาลอย่างสิ้นเชิง (คณพล จันทน์หอม, 2545) ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ส่งผลให้ปรากฏการณ์การเข้าทรงถูกจัดหมวดหมู่ให้กลายเป็นอาชญากรรมฐานฉ้อโกงซึ่งถูกอธิบายด้วยตรรกะทางกฎหมาย โดยปรากฏในหมวดที่ 4 ความผิดฐานฉ้อโกง มาตรา 306 ดังความว่า
“ถ้าผู้ใดกระทำการฉ้อโกง โดยอุบายอย่างหนึ่งอย่างใด เช่นว่าต่อไปในมาตรานี้คือ…2) แกล้งแสดงตนว่าเปนคนใช้วิทยาคมได้ก็ดี…ต้องรวางโทษจำคุกตั้งแต่ หกเดือนขึ้นไปจนถึงห้าปี แลให้ปรับตั้งแต่ร้อยบาทขึ้นไปจนถึงห้าพันบาทด้วย อีกโสดหนึ่ง”
(มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา, 2563)
การเปลี่ยนผ่านของทัศนะชนชั้นนำต่อการเข้าทรงลงเจ้านับตั้งแต่กฎหมายตราสามดวงจนถึงกฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ.127 นำมาสู่ข้อเกตที่ว่า เหตุใดรัฐถึงผูกโยงมิติทางพิธีกรรมและความเชื่อให้กลายเป็นอาชญากรรมฐานฉ้อโกงซึ่งเป็นโทษทางเศรษฐกิจแบบสังคมสมัยใหม่ อย่างไรก็ดี จากการสืบค้นหลักฐานผู้เขียนกลับไม่พบถึงการจับกุมหรือการลงโทษคนทรงเจ้าตามกฎหมายข้างต้นอย่างชัดเจน กล่าวได้ว่า กฎหมายฉบับนี้อาจมิได้มีผลบังคับในทางปฏิบัติอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งหากพิจารณาถึงบริบทแวดล้อมในมิติที่กว้างออกไป จะพบว่าในช่วงเวลาดังกล่าวรัฐต้องเผชิญกับการก่อตัวของระบบทุนนิยมในสยาม นำไปสู่ข้อสังเกตต่อมาว่า การผูกโยงความเชื่อเข้ากับการฉ้อโกงอาจมีนัยที่สัมพันธ์กับการรับมือต่อความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากระบบทุนนิยมซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ควรค่าแก่การพิจารณาร่วมด้วย
งานศึกษาของ Jackson เรื่อง Capitalism Magic Thailand: Modernity with Enchantment (2566) กล่าวว่า การขยายตัวของระบบทุนนิยมและสภาวะการเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมสมัยใหม่ ส่งผลต่อการเกิดขึ้นของลัทธิบูชาความมั่งคั่งที่เปลี่ยนความเชื่อทางจิตวิญญาณให้กลายเป็นสินค้า ขณะเดียวกันก็เปลี่ยนวัตถุเชิงพาณิชย์ให้เป็นเครื่องบูชาที่แฝงไปด้วยความเชื่อศักดิ์สิทธิ์ ผ่านการประกอบพิธีกรรมและการเข้าทรง โดยกลไกเหล่านี้ได้กลายเป็นพื้นที่หลีกหนีจากความไม่แน่นอนท่ามกลางสังคม การเมือง และเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนไป ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า ระบบทุนนิยมได้สร้างความเชื่อทางจิตวิญญาณรูปแบบใหม่ขึ้นมา พร้อมทั้งวางรากฐานให้พิธีกรรม ไสยศาสตร์ และการเข้าทรงได้เข้าไปมีบทบาทสำคัญในตลาดเศรษฐกิจทุนนิยม ซึ่งข้อค้นพบนี้ถือเป็นการท้าทายแนวคิดของ Max Weber ที่เคยเสนอว่า การกลายเป็นสังคมสมัยใหม่ที่มุ่งให้ความสำคัญกับความเป็นเหตุและผลจะนำไปสู่กระบวนการถอดถอนความเชื่อ หรือคำอธิบายทางจิตวิญญาณให้หมดไป
เมื่อพิจารณาตามข้อเสนอของ Jackson อาจกล่าวได้ว่า ความเชื่อในเชิงพิธีกรรมและสิ่งเหนือธรรมชาติอาจมิได้มีลักษณะที่ตรงข้ามกับหลักความเป็นเหตุและผลโดยสิ้นเชิง ทว่าการที่รัฐนิยามสิ่งเหล่านี้ว่าเป็น "ความงมงาย" อาจสัมพันธ์กับการรับมือต่อการขยายอิทธิพลของลัทธิบูชาความมั่งคั่งและการเติบโตของวัตถุนิยม เนื่องจากร่างทรงกลายเป็นเครื่องมือในการหลอกลวงและบั่นทอนอำนาจการควบคุมของรัฐสยาม นอกจากนี้ ผู้เขียนมีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า กระบวนการลดทอนความเชื่อเรื่องจิตวิญญาณภายใต้รัฐสมัยใหม่ อาจเกี่ยวข้องกับการช่วงชิงพื้นที่อุดมการณ์ของพุทธศาสนาสมัยใหม่ หรือการสถาปนากระบวนทัศน์ความรู้แบบธรรมยุติกนิกาย4
นักประวัติศาสตร์อย่าง ธงชัย วินัจจะกูล (2562) กล่าวว่า การเผชิญหน้าระหว่าง พุทธศาสนาและโลกวิสัย (secularism) มีลักษณะที่ต่างไปจากการต่อสู้ของศาสนาอื่นในโลกตะวันตก เนื่องด้วยแนวคิดแบบโลกวิสัยหรือความเป็นวิทยาศาสตร์ไม่ได้ขยายตัวไปยังพื้นที่ท้องถิ่น ทว่าสิ่งที่พุทธสมัยใหม่ต้องเผชิญหน้าคือ “ลัทธิพราหมณ์” ซึ่งถูกแปะป้ายด้วยความเป็นอื่นจาก พุทธศาสนา โดยกล่าวว่าพราหมณ์และไสยศาสตร์คือสิ่งเดียวกัน และเป็นคู่ตรงข้ามของ “ความเป็นเหตุและผล” ของพุทธสมัยใหม่ อย่างไรก็ตาม ธงชัยชี้ให้เห็นว่า การสร้างคู่ตรงข้ามดังกล่าวมิได้มีเป้าหมายเพื่อทำลายความเชื่อเหล่านี้อย่างสิ้นเชิง หากแต่เป็นการสถาปนาความต่างเชิงช่วงชั้น เพื่อกำหนดว่าระบบความเชื่อใดมีสถานะทางอำนาจเหนือกว่า ซึ่งเป็นเครื่องชี้วัดตำแหน่งแห่งที่ทางอุดมการณ์ของรัฐสยาม
หลักฐานที่สนับสนุนข้อเสนอของธงชัย คือการประกาศใช้พระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. 121 หลังจากที่รัชกาลที่ 5 เล็งเห็นถึงประโยชน์จากการปรับปรุงแผนการปกครองของสังฆมณฑล (วงการคณะสงฆ์ ดูใน; พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554) ในพื้นที่หัวเมือง จึงทรงประกาศใช้พระราชบัญญัติปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. 121 เพื่อบริหารการปกครองคณะสงฆ์ให้มีประสิทธิภาพทั่วประเทศ (มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา, 2563) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพยายามของรัฐสยามที่ต้องการสร้างระเบียบอำนาจทางพุทธศาสนาโดยไม่ได้จำกัดขอบเขตเพียงพื้นที่สยามอีกต่อไป แต่รวมไปถึงพื้นที่บริเวณมณฑลอื่นนอกเหนือจากสยาม ซึ่งต่างกระทบต่อความเชื่อท้องถิ่นที่ดำรงอยู่ให้กลายเป็นเพียงคำอธิบายที่มีสถานะรองในสังคมสยาม
ข้อสังเกตเหล่านี้ตอกย้ำวัฒนธรรมแบบสังคมสยามที่การจัดการกับแนวคิดเรื่องโลกเหนือธรรมชาติท่ามกลางกระแสโลกวิสัยมีรูปแบบต่างไปจากของชาติตะวันตก ทว่ารัฐสยามเลือกใช้เป็นเครื่องมือจัดวางอำนาจแห่งใหม่ ดังจะเห็นได้จากการรับมือต่อการก่อตัวของทุนนิยมและการช่วงชิงพื้นที่อุดมการณ์ทางศาสนา ซึ่งล้วนเป็นการรักษาเสถียรภาพและการสถาปนาอำนาจนำของรัฐในช่วงเวลาดังกล่าว
บทสรุป
บทความชิ้นนี้ชี้ให้เห็นถึงพลวัตการจัดการอำนาจเหนือธรรมชาติของรัฐสยาม ท่ามกลางกระบวนการปฏิรูปประเทศจากกระแสชาติตะวันตก ซึ่งพบว่าทัศนะของชนชั้นนำต่อการ “เข้าทรงลงเจ้า” ได้เปลี่ยนผ่านจากการเป็นส่วนหนึ่งของระเบียบอำนาจแบบจารีต สู่การนิยามว่าเป็น “ความงมงาย” ภายหลังการเสื่อมถอยของจักรวาลแบบไตรภูมิและการเข้ามาของเหตุผลนิยม อย่างไรก็ตาม ในมิติที่ลึกซึ้งไปกว่าเรื่องของความเป็นเหตุเป็นผล ผู้เขียนพบข้อสังเกตว่า มาตราการทางกฎหมายที่รัฐเปลี่ยนความเชื่อเรื่องสิ่งเหนือธรรมชาติให้เป็นอาชญากรรมฐานฉ้อโกง อาจสัมพันธ์กับการรับมือจากการเติบโตของระบบทุนนิยมที่เริ่มก่อตัวในสยาม เนื่องจากร่างทรงกลายเป็นช่องทางในการแสวงหาผลประโยชน์ทางทรัพย์สินรูปแบบใหม่ นอกจากนี้ กระบวนการลดทอนความเชื่อทางจิตวิญญาณอาจสัมพันธ์กับการเมืองเรื่องพื้นที่ทางศาสนา โดยเฉพาะการสถาปนากระบวนทัศน์ความรู้ของพุทธศาสนาสมัยใหม่
ดังนั้น การจัดการคำอธิบายเรื่องสิ่งเหนือธรรมชาติ โดยเฉพาะลัทธิพิธีเข้าทรงลงเจ้าของรัฐสยามในยุคเปลี่ยนผ่าน อาจมิใช่กระบวนการเคลื่อนตัวสู่รัฐสมัยใหม่ตามรูปแบบชาติตะวันตกอย่างเป็นเส้นตรง หากแต่เป็นกระบวนการอันซับซ้อนที่เกิดจากการปรับใช้วัฒนธรรมและความเชื่อแบบสยามในการรับมือ ต่อรอง และควบคุมระเบียบสังคมซึ่งเป็นมิติที่มากไปกว่าการจัดวางคู่ตรงข้ามระหว่างเหตุผลและความงมงาย
เชิงอรรถ
1 ฉมบ หมายถึงผีผู้หญิงที่ตายในป่าและสิงอยู่ในบริเวณที่ตาย มีรูปเห็นเป็นเงาๆ แต่ไม่ทำอันตรายใคร จะกละ หมายถึง ชื่อผีชนิดหนึ่ง เชื่อกันว่ามีรูปเป็นแมว อยู่ในป่าซึ่งหมอผีชาวป่าเลี้ยงไว้ให้ทำรายศัตรู, ผีพวกหนึ่งที่ชอบกินของโสโครก (ดูใน; สุวรรณภา กลิ่นอังกาบ และ วิราวรรณ สมพงษ์เจริญ. (2566). ผีในกฎหมายตราสามดวง วารสารวิชาการมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์, ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม–ธันวาคม 2560) หน้า 19-29) กฤติยา หมายถึง เสน่ห์, อาถรรพณ์ ว่าน หมายถึง สมุนไพรที่ใช้ทำยา เชื่อกันว่าทำให้อยู่ยงคงกระพันวิทยาคม หมายถึง คาถาอาคม สัจ หมายถึง ความจริง ส่อ หมายถึง ฟ้อง (ดูใน; พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554)
2 ไตรภูมิโลกวินิจฉยกถา หรือไตรภูมิโลกวินิจฉัย ถูกเรียบเรียงโดยพระยาธรรมปรีชา (แก้ว รักตประจิตร) จากต้นฉบับที่เป็นหนังสือตัวเขียนจารลงในคัมภีร์ใบลาน โดยเนื้อหาแบ่งออกเป็น ภาคมนุสสกถา (มนุษย์) ภาคนิริยกถา (นรก) ภาคเทวดากถา (สวรรค์) และภาควิสุทธิกถา (ทางไปสู่ความบริสุทธิ์หลุดพ้น) (ดูใน; พระยาธรรมปรีชา. (2521). ไตรภูมิโลกวินิจฉัย ฉบับที่ 1. [พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานฌาปนกิจศพ นายทองสุก กาญจนพันธ์])
3 สิงห์กล่าวว่า เรดดี้มองว่าชุมชนทุกสังคมมีมาตรฐานอารมณ์ความรู้สึก และพยายามกำกับควบคุมผ่านพิธีกรรม คำสอน คำสาบาน และอื่น ๆ เป็นต้น ซึ่งชุมชนเหล่านี้ประกอบไปด้วยหน่วยเล็กและหน่วยใหญ่ ที่สามารถข้ามย้ายได้ อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าชุมชนหน่วยใดมีการบังคับ ลงทัณฑ์ หรือกีดกั้นกลุ่มคนด้วยวิธีการต่างๆ เราอาจเรียกมันได้ว่าเป็น “ระบอบความรู้สึก” (Emotional Regime) ได้ทั้งสิ้น (ดูใน; ชนิดา พรหมพยัคฆ์ และ ณัฏฐพงษ์ สกุลเลี่ยว. (2563). วิธีวิทยาในการศึกษาประวัติศาสตร์. ศยาม. 539.)
4 ธรรมยุติกนิกาย ก่อตั้งโดยวชิรญานภิกษุหรือพระฉายานาม เมื่อครั้งทรงผนวชของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ซึ่งขณะทรงผนวชพระองค์ทรงพบว่าการอธิบายของภิกษุสงฆ์ไม่สามารถอธิบาย ความคิดที่เป็นเหตุเป็นผล เน้นความจริงเชิงประจักษ์ อันเป็นมาตรฐานทางความคิดของพระองค์ได้ ธรรมยุติกนิกายจึงเกิดขึ้นจากรากฐานทางความคิดที่เป็นเหตุผล และเชื่อในศักยภาพของมนุษย์ เน้นกลับไปสู่สัทธรรมที่เป็นพุทธวัจนะซึ่งมี พระไตรปิฏกเป็นตัวแทน (ดูใน; ภัชราพร ช้างแก้ว. (2530). พุทธศาสนากับการก่อตัวของรัฐไทยแบบใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 [วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]. คลังปัญญาจุฬาฯ. https://doi.org/10.58837/CHULA.THE.1987.768; )
บรรณานุกรม
คณพล จันทน์หอม. (2545). วิเคราะห์กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127: ศึกษากระบวนการร่างกฎหมายและ ประเด็นความรับผิดในทางอาญา [วิทยานิพนธ์นิติศาสตรมหาบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]. คลัง ปัญญาจุฬาฯ. https://doi.org/10.58837/CHULA.THE.2002.337. 86-92.
ชาตรี ประกิตนนทการ. (2547). การเมืองและสังคมในศิลปะสถาปัตยกรรม สยามสมัย ไทยประยุกต์ ชาตินิยม. กรุงเทพฯ:มติชน.
ชนิดา พรหมพยัคฆ์ และ ณัฏฐพงษ์ สกุลเลี่ยว. (2563). วิธีวิทยาในการศึกษาประวัติศาสตร์. ศยาม. 539.
ธนพงศ์ จิตต์สง่า. (2552). วชิรญาณ กับการแสวงหาความรู้ของชนชั้นนำของสยาม พ.ศ. 2427-2448 [วิทยานิพนธ์อักษรศาสตร์มหาบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]. คลังปัญญาจุฬาฯ. https://doi.org/10.58837/CHULA.THE.2009.2024. 150-167.
ธงชัย วินิจจะกูล. (2562). เมื่อสยามพลิกผัน. ฟ้าเดียวกัน. 20.
นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ. (2565). ร่างทรง: มานุษยวิทยาของวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ Anthropology and Spirit Mediumship. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน).
ประมวลกฎหมายรัชกาลที่ 1 จุลศักราช 1166 พิมพ์ตามฉบับหลวงตราม 3 ดวง. (2482). มหาวิทยาลัยวิชา ธรรมศาสตร์และการเมือง.262-267.
พระยาธรรมปรีชา. (2521). ไตรภูมิโลกวินิจฉัย ฉบับที่ 1. [พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานฌาปนกิจศพ นายทองสุก กาญ จนพันธ์].
ภัทรนิษฐ์ สุรรังสรรค์. (2565). รัฐสยดสยอง. กรุงเทพฯ:มติชน. 148-208.
ภัชราพร ช้างแก้ว. (2530). พุทธศาสนากับการก่อตัวของรัฐไทยแบบใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 [วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]. คลังปัญญาจุฬาฯ. https://doi.org/10.58837/CHULA.THE.1987.768; ). 25-27.
ภาคิน นิมมานนรวงศ์. (2560). ปริทัศน์ประวัติศาสตร์อารมณ์. วารสารประวัติศาสตร์ ธรรมศาสตร์, 1(1), 107–154. https://doi.org/10.14456/thammasat-history.2014.3
มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา. (2563). ราชกิจจานุเบกษา ในรัชกาลที่ 5 ร.ศ. 109. เล่ม 7. แผ่นที่ 42, 376- 377.
________. (2563). ราชกิจจานุเบกษา ในรัชกาลที่ 5 ร.ศ. 113. เล่ม 11. แผ่นที่ 47, 405.
________. (2563). ราชกิจจานุเบกษา ในรัชกาลที่ 5 ร.ศ. 121. เล่ม 19. แผ่นที่ 16, 349-350.
________. (2563). ราชกิจจานุเบกษา ในรัชกาลที่ 5 ร.ศ. 127. เล่ม 25. ฉบับพิเศษ, 388.
สุวรรณภา กลิ่นอังกาบ และ วิราวรรณ สมพงษ์เจริญ. (2566). ผีในกฎหมายตราสามดวง วารสารวิชาการ มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์, ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม – ธันวาคม 2560) 19-29.
อภิชาต สถิตนิรามัย และอิสร์กุล อุณหเกตุ. (2564). ทุน วัง คลัง (ศักดิ) นา: สมรภูมิเศรษฐกิจการเมืองไทยกับ ประชาธิปไตยที่ไม่ลงหลักปักฐาน. กรุงเทพฯ:มติชน. 51-155.
Jackson, Peter A. (2566). Capitalism Magic Thailand: Modernity with Enchantment (วิราวรรณ นฤปิติ, ผู้แปล.). กรุงเทพฯ:มติชน. 68-334.
ผู้เขียน
อภิพล สุระเสน
นิสิตฝึกประสบการณ์
คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ป้ายกำกับ คนทรงเจ้า กฎหมาย รัฐสยาม รัชกาลที่ 5 การเข้าทรงลงเจ้า วาทกรรมความศิวิไลซ์ อภิพล สุระเสน