ศมส. ชวนเตรียมลงทะเบียนการประชุมวิชาการมานุษยวิทยา 69 หัวข้อ ใต้เงาวิกฤต: ชีวิตและจินตภาพใหม่ในความผุพังเชิงโครงสร้าง Under The Shadow of Crisis: Lives and New Imaginations amid Structural Deterioration

 |  ข่าวประชาสัมพันธ์
ผู้เข้าชม : 21

ศมส. ชวนเตรียมลงทะเบียนการประชุมวิชาการมานุษยวิทยา 69 หัวข้อ ใต้เงาวิกฤต: ชีวิตและจินตภาพใหม่ในความผุพังเชิงโครงสร้าง Under The Shadow of Crisis: Lives and New Imaginations amid Structural Deterioration

           ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) (ศมส.) กำหนดจัดการประชุมวิชาการทางมานุษยวิทยา 69หัวข้อ ใต้เงาวิกฤต: ชีวิตและจินตภาพใหม่ในความผุพังเชิงโครงสร้าง โครงสร้าง Under The Shadow of Crisis: Lives and New Imaginations amid Structural Deterioration ระหว่างวันที่ 8-10 กรกฎาคม 2569 ณ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) และจะเปิดให้ผู้สนใจลงทะเบียนเข้าร่วมงานทาง www.sac.or.th โดยแบ่งเป็น 2 ช่วง ดังนี้

           1. Eary Bird วันที่ 1-20 มิถุนายน 2569 ค่าลงทะเบียน คนละ 800 บาท (ชำระเงินภายในวันที่ 20 มิถุนายน 2569 เวลา 23.00 น.)

           2. วันที่ 21-30 มิถุนายน 2569 ค่าลงทะเบียน คนละ 1,000 บาท (ชำระเงินภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2569 เวลา 23.00 น.)

           สำหรับนักศึกษา ค่าลงทะเบียน คนละ 500 บาท ตลอดงาน (โปรดแสดงบัตรนักศึกษาหน้างาน)

           การประชุมวิชาการครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อตั้งคำถามหรือนำเสนอประเด็นใหม่ ๆ เกี่ยวกับสภาวะวิกฤตในมิติต่าง ๆ ที่กำลังกำหนดความเป็นไปของโลกและชีวิตผู้คน ศมส. สนับสนุนการอภิปรายที่ท้าทายคำจำกัดความเดิมของวิกฤต เปิดพื้นที่ให้กับความคิดที่หลากหลาย และนำเสนอประเด็นที่จะทลายความคุ้นชิน ซึ่งจะช่วยให้สังคมมองเห็นวิกฤตได้มากกว่าที่เคยมอง ผ่านระดับของวิกฤตและตัวอย่างประเด็นย่อยดังต่อไปนี้


1. วิกฤตในระดับโลก

           ในโลกปัจจุบัน วิกฤตจำนวนมากก่อตัวขึ้นในระดับที่เกินพรมแดนของรัฐชาติ และทำงานผ่านโครงสร้างระดับโลกที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจ ทรัพยากร เทคโนโลยี และความรู้เข้าด้วยกันอย่างแนบแน่น วิกฤตสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมและการขูดรีดทรัพยากร ห่วงโซ่อุปทานข้ามชาติ การแสวงหาผลประโยชน์ภายใต้ความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างประเทศ ตลอดจนการไหลเวียนของข้อมูล อุดมการณ์ ความรู้ และอำนาจ ล้วนทำให้วิกฤตไม่อาจถูกเข้าใจว่าเป็นเหตุการณ์เฉพาะต่อพื้นที่และเวลา หากแต่เป็นสภาวะเชิงโครงสร้างที่กำหนดเงื่อนไขการดำรงชีวิตของผู้คนจำนวนมากไปพร้อมกัน ถึงแม้ว่าผู้คนเหล่านั้นจะไม่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ หรือได้ประโยชน์จากโครงสร้างเหล่านั้นโดยตรง

           ในแง่หนึ่ง วิกฤตระดับโลกไม่ได้กระจายผลกระทบอย่างเท่าเทียม หากแต่ทำงานผ่านระเบียบโลกที่อนุญาตให้ความมั่นคง ความสะดวกสบาย และความเจริญรุ่งเรืองของบางพื้นที่ ดำรงอยู่ได้ด้วยการผลักภาระความเสี่ยงไปยังพื้นที่อื่น ทั้งในรูปของมลพิษ การสูญสิ้นทรัพยากร แรงงานราคาถูก หรือชีวิตที่ต้องอยู่กับความไม่แน่นอน พร้อมกันนั้น โครงสร้างความรับรู้และเทคโนโลยีระดับโลก ตั้งแต่แบบแผนการศึกษา มาตรฐานความรู้ ระบบข้อมูลขนาดใหญ่ ไปจนถึงแพลตฟอร์มดิจิทัล ยังมีบทบาทสำคัญในการกำหนดว่าอะไรควรถูกนับว่าเป็นปัญหา อะไรควรถูกมองข้าม และความจริงแบบใดควรได้รับการยอมรับ วิกฤตในระดับโลกจึงไม่ใช่เพียงความล้มเหลวของระเบียบ หากแต่ยังเป็นผลลัพธ์ของระเบียบที่สามารถดำรงอยู่ได้ด้วยการกระจายความเปราะบางอย่างไม่เสมอภาค

           ประเด็นย่อยของการอภิปรายวิกฤตในระดับโลกไม่เพียงตั้งคำถามต่อโครงสร้างข้ามพรมแดนที่จัดระเบียบพื้นที่ เวลา ทรัพยากร เทคโนโลยี ความรู้ และอำนาจเข้าด้วยกัน หากแต่ยังชวนสำรวจว่าวิกฤตเหล่านี้ทำงานเป็นสภาวะเชิงโครงสร้างที่กำหนดเงื่อนไขการดำรงชีวิตของผู้คนอย่างไร ตั้งแต่วิกฤตอันเกิดจากการจัดสรรพื้นที่ การลงทุน และห่วงโซ่การผลิตข้ามชาติ เวลาและความทรงจำที่ถูกหล่อหลอมด้วยประวัติศาสตร์อาณานิคมและความเป็นสมัยใหม่ สิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศที่เสื่อมโทรมจากการขูดรีดทรัพยากรในระบบทุนนิยมข้ามพรมแดน ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีดิจิทัลที่ถูกกำกับด้วยแพลตฟอร์มและอัลกอริทึม ซึ่งมีส่วนสำคัญในการชี้นำว่าอะไรคือความจริงและอะไรคือคุณค่าที่สังคมควรยอมรับ การอภิปรายวิกฤตในระดับนี้ยังเปิดพื้นที่ให้จินตนาการถึงความเป็นไปได้ใหม่ ๆ เช่น การจัดการทรัพยากรที่ไม่ผลักภาระข้ามแดน ความร่วมมือระหว่างประเทศที่ไม่ผลิตความเหลื่อมล้ำ รวมถึงการออกแบบเทคโนโลยีและระบอบความรู้ที่คำนึงถึงความเป็นธรรมในระดับโลกมากกว่าความเติบโตเชิงเศรษฐกิจเพียงด้านเดียว เพื่อให้เห็นว่าแม้วิกฤตจะเป็นผลผลิตของระเบียบโลก แต่ก็เป็นพื้นที่ที่อาจบ่มเพาะระเบียบใหม่ที่แตกต่างออกไปได้เช่นกัน


2. วิกฤตในระดับชาติและสถาบันทางสังคม

           ในบริบทของรัฐชาติ วิกฤตมิได้ดำรงอยู่เพียงในฐานะผลสะเทือนจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า หากแต่ถูกผลิต กำกับ และทำให้ดำรงอยู่อย่างต่อเนื่องผ่านนโยบาย กฎหมาย ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และสถาบันที่มีอำนาจจัดระเบียบชีวิตของประชาชน รัฐและสถาบันทางสังคมมิได้เป็นเพียงผู้รับมือกับปัญหา หากแต่ยังเป็นผู้กำหนดว่าอะไรควรถูกนับว่าเป็นวิกฤต อะไรควรถูกมองข้าม และชีวิตแบบใดสมควรได้รับการคุ้มครองหรือถูกปล่อยให้รับความเสี่ยงด้วยตนเอง วิกฤตที่เกิดขึ้นในระดับชาติจึงมักไม่ใช่เป็นความล้มเหลวฉับพลัน หากแต่เป็นผลสะสมมาจากความผุพังเชิงโครงสร้างที่ค่อย ๆ หล่อหลอมเงื่อนไขการใช้ชีวิตของผู้คนในระยะยาว

           สถาบันทางสังคมต่าง ๆ เช่น ระบบการเมือง ระบบกฎหมาย ระบบราชการ ระบบการศึกษา และความช่วยเหลือของรัฐ มักแปรความไม่เสมอภาคให้กลายเป็นความปกติผ่านกติกา หลักสูตรทางการศึกษา เรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์ เอกสารทางราชการ ตลอดจนแพลตฟอร์มลงทะเบียน การบังคับใช้กฎหมายอย่างเลือกปฏิบัติ ระบบการศึกษาที่เน้นเชื่อฟังมากกว่าการตั้งคำถาม การจัดการความทรงจำและมรดกวัฒนธรรมที่คัดเลือกบางเรื่องให้เป็นทางการ ได้ผลักไสบางประสบการณ์ออกไปอยู่นอกความทรงจำของชาติ วิกฤตจึงดำรงอยู่ในรูปของความคลุมเครือ อคติ และความรู้สึกไร้อำนาจของประชาชนจำนวนมาก โดยที่ไม่จำเป็นต้องถูกประกาศว่าเป็นปัญหาแต่อย่างใด

           ประเด็นย่อยของการอภิปรายในระดับชาติและสถาบันทางสังคมมุ่งสำรวจว่า วิกฤตถูกผลิตซ้ำและทำให้ดำรงอยู่ได้อย่างไร ผ่านกลไกของอำนาจ ความรู้ และความชอบธรรม ที่รัฐและสถาบันต่าง ๆ เป็นผู้กำกับ ตั้งแต่การบริหารพื้นที่และชีวิตที่ผลักคนบางกลุ่มไปสู่ความเป็นชายขอบ การควบคุมเวลาและความทรงจำผ่านการศึกษา ประวัติศาสตร์ และมรดกทางวัฒนธรรม ไปจนถึงการจัดการสิ่งแวดล้อม ทรัพยากร และระบบนิเวศที่เอื้อประโยชน์ต่อบางกลุ่ม ขณะเดียวกันก็สร้างความเปราะบางให้กับผู้อื่น การทุจริตและทุนสีเทาที่ฝังตัวในโครงสร้างการเมือง ตลอดจนเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้ความไม่เสมอภาคกลายเป็นเรื่องปกติ การพิจารณาวิกฤตในระดับนี้ยังเปิดโอกาสให้ขบคิดถึงจินตภาพใหม่ของรัฐและสถาบัน เช่น รูปแบบการบริหารที่ยึดโยงกับความเป็นธรรมเชิงโครงสร้าง การจัดการทรัพยากรที่รับรองศักดิ์ศรีของผู้คนทุกกลุ่ม ระบอบความรู้ที่ให้พื้นที่แก่เสียงที่เคยถูกลดทอน ตลอดจนการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีที่สร้างความเป็นไปได้แทนการส่งต่อความเปราะบาง เพื่อให้เห็นว่าวิกฤตอาจเป็นทั้งเครื่องสะท้อนความล้มเหลว และจุดตั้งต้นของการรื้อสร้างสังคมที่ดีขึ้นได้พร้อมกัน


3. วิกฤตในระดับท้องถิ่นและพื้นที่

           ในระดับท้องถิ่น วิกฤตมิได้ปรากฏเป็นนโยบาย ข้อกฎหมาย หรือข้อความในเอกสาร หากแต่ยังสัมผัสได้ผ่านพื้นที่ที่ผู้คนดำรงชีวิตอยู่ ตั้งแต่ชุมชนเมือง พื้นที่ชนบท เขตอุตสาหกรรม ไปจนถึงชายแดนและพื้นที่นอกสายตาของการพัฒนา พื้นที่เหล่านี้มักต้องรองรับผลพวงของการตัดสินใจในระดับที่สูงกว่า ไม่ว่าจะเป็นมลพิษจากการผลิต ระบบขนส่งที่ไม่ปลอดภัย การจัดการทรัพยากรที่ไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิต หรือความเปราะบางจากภัยพิบัติที่ถูกทำให้เป็นเรื่องปกติ วิกฤตในระดับพื้นที่จึงไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วจบลง หากแต่เป็นสภาพแวดล้อมที่ผู้คนต้องอาศัยอยู่ต่อ โดยแทบไม่มีอำนาจต่อรองกับเงื่อนไขที่กำหนดชีวิตของตนเอง

           ความสำคัญของวิกฤตระดับท้องถิ่นมักชี้ให้เห็นว่า วิกฤตไม่ได้เกิดขึ้นหรือกระจายตัวอย่างเป็นกลาง หากแต่ถูกจัดสรรอย่างมีแบบแผนตามภูมิศาสตร์ ความเป็นเมืองและชนบท ตลอดจนสถานะทางสังคมของพื้นที่ต่าง ๆ พื้นที่บางแห่งถูกออกแบบหรือกำหนดบทบาทให้เป็นพื้นที่รองรับความเสี่ยงแทนพื้นที่อื่น ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่รับน้ำในอุทกภัย แหล่งสะสมมลพิษจากการผลิตในพื้นที่อุตสาหกรรม จุดรองรับขยะและสิ่งปฏิกูลจากศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ หรือแม้แต่แหล่งแรงงานราคาถูกที่ถูกกดค่าจ้างโดยกลไกของระบบทุนนิยม ขณะเดียวกัน พื้นที่เหล่านี้ยังเผชิญกับโครงสร้างพื้นฐานที่ทรุดโทรม ภาวะไร้อำนาจในการจัดการทรัพยากร การเข้าถึงบริการสาธารณะอย่างไม่เท่าเทียม ตลอดจนการถูกทำให้มองไม่เห็นในแผนพัฒนาระดับมหภาค เงื่อนไขทั้งหมดนี้สะท้อนว่า วิกฤตระดับนี้มิได้เป็นเพียงผลข้างเคียงที่ไม่ตั้งใจของการพัฒนา หากแต่เป็นองค์ประกอบเชิงโครงสร้างที่ทำให้ความปกติและเสถียรภาพของสังคมในระดับอื่นสามารถดำรงอยู่ได้

           ประเด็นย่อยของการอภิปรายวิกฤตในระดับท้องถิ่นและพื้นที่ เชื้อเชิญให้สำรวจความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่และโครงสร้างอำนาจ ตั้งแต่วิถีชีวิตในพื้นที่ที่ถูกทำให้เป็นชายขอบ เมืองที่ผลักคนจนและแรงงานนอกระบบออกจากสายตา ชุดความคิดและประวัติศาสตร์กระแสหลักที่กำหนดเวลาและความทรงจำของกลุ่มคนและชุมชนชาติพันธุ์ การอยู่กับมลพิษเรื้อรังและทรัพยากรที่เสื่อมโทรม ความล้มเหลวของโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีที่ควรหล่อเลี้ยงชีวิต ไปจนถึงเศรษฐกิจท้องถิ่นที่ต้องรับภาระความไม่แน่นอนจากนโยบายระดับชาติ การอภิปรายในระดับพื้นที่ไม่เพียงเผยให้เห็นความหนักหน่วงของวิกฤต หากแต่ยังเปิดพื้นที่ให้ค้นพบจินตภาพใหม่ที่ก่อร่างขึ้นจากชีวิตของผู้คนในท้องถิ่น เช่น รูปแบบการอยู่ร่วมกันที่เกิดจากการประคับประคองกันของชุมชน ทางเลือกในการจัดการทรัพยากรที่สอดคล้องกับพื้นที่ การสร้างความหมายใหม่ให้กับอัตลักษณ์และความทรงจำของท้องถิ่น หรือแม้แต่ความคิดสร้างสรรค์ที่ผุดขึ้นท่ามกลางข้อจำกัดต่าง ๆ ตัวอย่างเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า แม้ท้องถิ่นและพื้นที่จะเป็นจุดรับแรงกระแทกของวิกฤต แต่ก็เป็นจุดกำเนิดของความเป็นไปได้ใหม่ที่อาจกลายเป็นคำตอบต่อระเบียบที่กำลังผุพังได้เช่นกัน


4. วิกฤตในระดับชีวิตประจำวันและปัจเจก

           ในระดับชีวิตประจำวัน วิกฤตได้แทรกซึมจากนโยบาย โครงสร้าง หรือเหตุการณ์รุนแรงลงมาอยู่ในจังหวะเล็ก ๆ ของการใช้ชีวิต ร่างกายที่ต้องรอคอยอย่างไร้กำหนดในระบบราชการ เวลาและพลังงานที่ถูกใช้ไปกับการเดินทาง งานเอกสาร การพิสูจน์ตัวตน หรือการปรับตัวกับระบบที่ไม่ยืดหยุ่น ความเหนื่อยล้าที่สะสมจากการเรียน การทำงาน และการดูแลผู้อื่น ตลอดจนการหาเลี้ยงชีพภายใต้ระบบเศรษฐกิจที่เปราะบาง วิกฤตในระดับปัจเจกเหล่านี้ไม่ใช่เพียงประสบการณ์เฉพาะบุคคล หากแต่เป็นเงื่อนไขพื้นฐานที่กำหนดว่าการใช้ชีวิตแบบใดจะถูกมองว่าเป็นปกติ เป็นไปได้ หรือสมควรได้รับการยอมรับในสังคม

           ชีวิตประจำวันยังเป็นพื้นที่ที่อำนาจของความรู้ การเรียนรู้ และความทรงจำทำงานอย่างแนบเนียน ผู้คนจำนวนมากเติบโตขึ้นภายใต้ระบบการศึกษาที่เน้นการเชื่อฟังมากกว่าการตั้งคำถาม และผลลัพธ์จากการทดสอบมากกว่าความหมายของการเรียนรู้ แบบเรียน พิพิธภัณฑ์ และสื่อต่าง ๆ ล้วนมีส่วนกำหนดว่าอะไรควรถูกจดจำ อะไรควรถูกลืมเลือน และวิธีคิดแบบใดควรถูกมองว่าถูกต้อง วิกฤตในระดับปัจเจกจึงมักปรากฏในรูปของความรู้สึกที่ไม่สอดคล้อง ความแปลกแยก หรือความคลางแคลงต่อความจริงที่เป็นทางการ

           ประเด็นย่อยของการอภิปรายในระดับชีวิตประจำวันและระดับปัจเจกมุ่งพิจารณาว่า วิกฤตในสังคมร่วมสมัยถูกทำให้ปรากฏและดำรงอยู่ในชีวิตของผู้คนอย่างไร ผ่านประสบการณ์ที่สั่งสมในร่างกาย ผัสสะ อารมณ์ และความทรงจำ วิกฤตในระดับนี้ไม่ใช่สภาวะนามธรรมที่ล่องลอย หากแต่แทรกซึมอยู่ในข้อจำกัดของการใช้พื้นที่ การเคลื่อนย้าย และการอยู่อาศัย อาทิ ในความยากจนและความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจที่กดทับผ่านความเหนื่อยล้าและความวิตกกังวล ในจังหวะเวลาและแบบแผนของการเรียน การทำงาน และการดูแลผู้อื่นที่ถูกทำให้เป็นเรื่องปกติภายใต้โครงสร้างที่ไม่ยืดหยุ่น ตลอดจนในมลพิษ ทรัพยากรที่เสื่อมโทรม และระบบนิเวศที่ถดถอย การมองวิกฤตในระดับนี้ยังเปิดพื้นที่ให้เห็นจินตภาพใหม่ที่ก่อร่างจากการใช้ชีวิตเอง เช่น วิธีการจัดการเวลา อารมณ์ และความสัมพันธ์ที่ผู้คนสร้างขึ้นเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอน กลยุทธ์การดูแลในครอบครัวและชุมชน การสร้างพื้นที่ปลอดภัยท่ามกลางระบบที่สั่นคลอน ไปจนถึงความคิดสร้างสรรค์ การต่อรอง และการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในชีวิตประจำวันซึ่งอาจกลายเป็นหน่วยพื้นฐานของความเป็นไปได้ใหม่ที่สังคมไม่อาจมองข้าม

           โดยการอภิปรายกลุ่มหัวข้อย่อยต่าง ๆ ในการประชุมวิชาการทางมานุษยวิทยา 69หัวข้อ ใต้เงาวิกฤต: ชีวิตและจินตภาพใหม่ในความผุพังเชิงโครงสร้าง โครงสร้าง Under The Shadow of Crisis: Lives and New Imaginations amid Structural Deteriorationระหว่างวันที่ 8-10 กรกฎาคม 2569 มีหัวข้อดังต่อไปนี้

           1) วิกฤตชายแดน: อคติของรัฐ ความรุนแรง ความตาย

           2) พลิกวิกฤตให้เป็นวิกฤต: โลกของผี ธุรกิจศรัทธา ฉากการเมือง และศีลธรรมของการดูแลช้าง

           3) และแล้ว ‘ความปรกติ’ ก็ปรากฎ: ระเบียบชีวิตของผู้คนที่ถูกกำกับในห้วงนิวนอร์มัล

           4) ความหวังที่ถูกวาดท่ามกลางความโกลาหล: ธุรกิจลอตเตอรี่ สินค้าวัฒนธรรม และเส้นทางผู้ประกอบการชนบท

           5) วิกฤตที่มองไม่เห็นกับจินตภาพใหม่จากชายขอบ: ไฟป่า ชายแดน สวนทุเรียน และชายฝั่ง

           6) โซเมียไทในรัฐ-ชาติอันผันผวน

           7) คนร้าว โลกรวน สังคมผุพัง: ปฏิบัติการฟื้นฟูคนท้องถิ่นด้วยจินตภาพใหม่

           8) รอยร้าวในโครงสร้าง: สภาวะสั่นคลอนของชีวิตและทางเลือกในโลกที่เปราะบาง

           9) ครอบครัว การดูแล ศีลธรรม การอยู่ดี-ตายดี และศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์

           10) อยู่ในรอยร้าว: เรื่อง(ไม่)เล่าถึงความเจ็บป่วย จินตนาการและความหวังของผู้คนในสังคมร่วมสมัย

           11) Infra- struggle: โครงสร้าง(วิกฤต)พื้นฐาน และการดิ้นรนของคนชายขอบ

           12) ใต้เงาวิกฤตลุ่มน้ำโขง: วิกฤตเชิงความรู้ ชีวิต และจินตภาพใหม่ในโลกที่โครงสร้างกำลังผุพัง “Under the Shadow of the Mekong Crisis: Epistemic Ruptures and New Imaginaries in a Deteriorating World”

           13) อยู่กับวิกฤต: แนวคิด รัฐ พื้นที่ และชีวิตประจำวันที่หุ้มห่อหล่อเลี้ยงด้วยวิกฤต

           14) วิกฤตวิจัย วิจัยวิกฤต: ข้อจำกัดและข้อเสนอต่อระบอบการผลิตความรู้ร่วมสมัย

           15) ใต้เงาวิกฤตชายแดนเหนือ การต่อรองชีวิตในเศรษฐกิจทุนนิยม สารพิษกับทรัพยากร สถานะพลเมือง และการเลือนหายของภาษากุชงในพื้นที่ชายแดนเชียงราย

           16) จากภูผาถึงทะเล: วิกฤตพื้นที่ชุ่มน้ำภายใต้เงื้อมมือมนุษย์

           17) สิทธิของธรรมชาติในวิถีชาติพันธุ์

           18) การเมืองของการดูแล อัตวิสัย และสภาวะเรื้อรัง

           19) ธรรมชาติในฐานะโครงสร้างพื้นฐานที่มีชีวิต

           20) มุสลิมบ้านบางเทาใต้เงาวิกฤต

           21) ความตายอันเจ็บปวดใต้เงาวิกฤต: รัฐ โครงสร้าง และการจัดลำดับช่วงชั้นของชีวิตที่เปราะบาง Painful Death under the Shadow of Crisis: State, Structure, and the Hierarchization of Vulnerable Lives

           22) ชีวิตภายใต้โครงสร้างที่เปราะบาง: จินตภาพใหม่ของระบบอาหาร ท่ามกลางวิกฤตการณ์ทางนิเวศ (Lives in fragile infrastructures: New imaginaries amidst crisis of food ecology)

           23) เก็บ จำ สู้: คลังเอกสารภาคประชาชนและงานเอกสารภาคประชาสังคมประเทศไทย

           24) วิกฤตน้ำข้ามแดน เหมืองแร่หายากในพื้นที่สงคราม ทุนข้ามชาติ การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม และชะตากรรมของผู้คน บนที่สูงและในอาณาบริเวณชายแดน (เชียงใหม่ เชียงราย และแม่ฮ่องสอน)

           25) Assembling the Urban Uncertainty: ออกแบบโอกาสการอยู่ร่วมกับวิกฤตสภาวะอากาศ


ภาพยนตร์สั้น-สารคดี

           1) Capital of Mae La/ Space of Refuge

           2) กาลครั้งหนึ่ง ณ ท่ามะปราง (Memorial In Prang)

           3) Silent Witness


สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่  ฝ่ายสื่อสารสังคมและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ โทร. 0-2880-9429 ต่อ 3834 (ในเวลาราชการ) หรือ Facebook Fanpage: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร-SAC

Share
Facebook Messenger Icon คลิกที่นี่เพื่อสนทนา