ศมส. ประชุมผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และส่งเสริมศักยภาพแกนนำกลุ่มชาติพันธุ์ สื่อสาร สร้างความเข้าใจกฎหมายชาติพันธุ์

 |  ข่าวประชาสัมพันธ์
ผู้เข้าชม : 621

ศมส. ประชุมผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และส่งเสริมศักยภาพแกนนำกลุ่มชาติพันธุ์ สื่อสาร สร้างความเข้าใจกฎหมายชาติพันธุ์

           วันที่ 24-25 มกราคม 2569 เครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองภาคเหนือราบร่วมอบรมเสริมสร้างศักยภาพการเป็นแกนนำนักสื่อสาร พรบ.ชาติพันธุ์ เตรียมความพร้อมการขึ้นทะเบียนกลุ่มชาติพันธุ์และดำเนินงานขับเคลื่อนสภาคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์

           ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) (ศมส.) โดยฝ่ายสื่อสารสังคมและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ ร่วมกับสมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย (ศ.ว.ท.) (IMPECT) ซึ่งทำหน้าที่เป็นกองเลขานุการสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ดำเนินโครงการส่งเสริมศักยภาพแกนนำกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง เพื่อการสื่อสารและพัฒนากลไกการขับเคลื่อนพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ.2568 ระหว่างเดือนธันวาคม 2568 - มีนาคม 2569 มีเป้าหมายเพื่อสร้างและพัฒนากระบวนสื่อสารของแกนนำกลุ่มชาติพันธุ์นการสร้างความเข้าใจสาระสำคัญและกลไกการขับเคลื่อนกฎหมายชาติพันธุ์ ที่จะนำไปสู่การพัฒนาและออกแบบแผนการดำเนินงานสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ได้อย่างเป็นรูปธรรม สามารถพัฒนาชุดข้อมูล เครื่องมือการดำเนินงานและข้อเสนอเชิงนโยบายต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพแกนนำกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองที่จะนำไปสู่การยกระดับศักยภาพการเป็นหุ้นส่วนการพัฒนาประเทศได้อย่างแท้จริง

           การดำเนินโครงการดังกล่าวได้ออกแบบให้มีกิจกรรมการอบรมเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ แบ่งเป็น 5 ภูมิภาค ได้แก่ 1) ภาคกลาง ตะวันออกและตะวันตก 2) ภาคอีสาน 3) ภาคเหนือพื้นที่ราบ 4) ภาคใต้ และ 5) ภาคเหนือพื้นที่สูง ครอบคลุม 46 กลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งได้ส่งผู้แทนกลุ่มเข้าร่วมการอบรม โดยผู้แทนเหล่านี้จะกลับไปทำหน้าที่สื่อสารสร้างการรับรู้ ความเข้าใจเป้าหมาย เจตนารมณ์และสาระสำคัญของกฎหมายชาติพันธุ์ ตลอดจนเตรียมความพร้อมการสำรวจ จัดเก็บข้อมูลกลุ่มชาติพันธุ์ทั้งในด้านประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต วัฒนธรรม การตั้งถิ่นฐานและการกระจายตัวของชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานต่อการขึ้นทะเบียนกลุ่มชาติพันธุ์และคัดเลือกตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์เป็นสมาชิกสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ทำหน้าที่ตามกฎหมายกำหนดไว้ (พรบ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 มาตรา 21)

           การอบรมครั้งนี้ จัดขึ้น ณ โรงแรมฮอลิเดย์การ์เด้น จ.เชียงใหม่ โดยมีผู้แทนกลุ่มชาติพันธุ์เข้าร่วมอบรม จำนวน 11 กลุ่มชาติพันธุ์ ได้แก่ กลุ่มชาติพันธุ์ไทใหญ่ กลุ่มชาติพันธุ์ไตหย่า กลุ่มชาติพันธุ์ละเวือะ กลุ่มชาติพันธุ์ไทยอง กลุ่มชาติพันธุ์ไทเขิน กลุ่มชาติพันธุ์ขมุ กลุ่มชาติพันธุ์บีซู กลุ่มชาติพันธุ์กะแย กลุ่มชาติพันธุ์ไทลื้อ กลุ่มชาติพันธุ์ปะโอ และกลุ่มชาติพันธุ์ก่อ (อึมปี้)

           ในวันแรกได้ออกแบบให้มีกิจกรรมทบทวนประวัติศาสตร์การขับเคลื่อนและผลักดันพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ที่แสดงให้เห็นพลวัตการเปลี่ยนแปลงของบริบทสังคม การเมือง ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ตลอดจนศักยภาพการเรียนรู้และการรวมกลุ่มของเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง ซึ่งถือเป็นพลังของภาคประชาชนที่มีความเข้มแข็ง สามารถร่วมจัดทำและผลักดันกฎหมายชาติพันธุ์จนประสบความสำเร็จ แม้จะถูกตัดนิยามคำว่าชนเผ่าพื้นเมืองออกไป แต่ก็ถือเป็นบันไดขั้นแรกที่แสดงให้เห็นการมีโครงสร้าง กลไกในทางกฎหมายที่กลุ่มชาติพันธุ์และหน่วยงานรัฐจะสามารถนำมาใช้เป็นกรอบในการดำเนินงานเพื่อการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ต่อไป

           จากนั้นผู้เข้าร่วมอบรมจึงได้เรียนรู้เจตนารมณ์ เป้าหมายและสาระสำคัญของกฎหมาย โดยได้เน้นย้ำให้เห็นว่าพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ.2568 นั้นมีเจตนารมณ์สำคัญ 3 ประการคือ 1) การคุ้มครองวิถีชีวิต วัฒนธรรมให้กลุ่มชาติพันธุ์สามารถดำรงชีวิตตามวิถีของตนได้อย่างมีคุณค่าและศักดิ์ศรี 2) การส่งเสริมศักยภาพกลุ่มชาติพันธุ์ เปลี่ยนกระบวนทัศน์จากผู้ที่รอคอยการช่วยเหลือเป็นหุ้นส่วนในการพัฒนาบนฐานการปรับใช้ทุนวัฒนธรรม ภูมิปัญญาอย่างสร้างสรรค์ และ 3) การสร้างความเสมอภาคทางสังคม โดยมุ่งให้เกิดการพัฒนาและส่งเสริมให้กลุ่มชาติพันธุ์เข้าถึงและได้รับสิทธิการพัฒนาอย่างเท่าเทียมและเสมอภาค สำหรับสาระสำคัญของกฎหมายได้นำเสนอให้เห็นว่า กฎหมายฉบับดังกล่าวมีทั้งหมด 5 หมวด 47 มาตรา ประกอบด้วย

           หมวด 1 บททั่วไป (มาตรา 5 - 12) นำเสนอให้เห็นกรอบของการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิที่กลุ่มชาติพันธุ์จะรับ 7 ประการ ได้แก่ การคุ้มครองสิทธิในศักดิ์ศรี สิทธิในวัฒนธรรม ภาษา สิทธิการจัดการศึกษา สิทธิในที่ดินและทรัพยากร สิทธิในการดำเนินวิถีชีวิตและพัฒนาตนเอง สิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารและการแสดงความคิดเห็น สิทธิในการเข้าถึงบริการและสวัสดิการของรัฐที่มีคุณภาพ

           หมวด 2 คณะกรรมการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ (มาตรา 13 - 20) แสดงให้เห็นโครงสร้าง กลไกคณะกรรมการขับเคลื่อนกฎหมายในระดับชาติ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการและผู้แทนส่วนราชการ 17 กระทรวงเป็นกรรมการ ตลอดจนผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แทนกลุ่มชาติพันธุ์ร่วมเป็นกรรมการดำเนินงาน ทำหน้าที่ในการกำหนดนโยบาย แผนงานและมาตรการเกี่ยวกับการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์

           หมวด 3 สภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ (มาตรา 21 - 30) แสดงให้เห็นการมีโครงสร้าง กลไกการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชน โดยสภาฯ ชาติพันธุ์ จะมีสมาชิกไม่เกิน 300 คน มาจากกลุ่มชาติพันธุ์ที่ขึ้นทะเบียนกับ ศมส. และให้มีการคัดเลือกกันเองกลุ่มละไม่เกิน 5 คน เพื่อเข้ามาทำหน้าที่เป็นกลไกในการประสานงานและให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อการแก้ไขปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์

           หมวด 4 ข้อมูลวิถีชีวิตและประวัติศาสตร์กลุ่มชาติพันธุ์ (มาตรา 32 - 36) มีจุดมุ่งหมายสำคัญในการพัฒนาให้เกิดการจัดทำข้อมูลกลุ่มชาติพันธุ์เพื่อใช้ในการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ เป็นประโยชน์ต่อการกำหนดนโยบาย พิสูจน์ข้อเท็จจริงทางกฎหมายและรับรองสถานะบุคคลและสิทธิในที่ดินและทรัพยากร

           หมวด 5 พื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ (มาตรา 37 - 42) มีเจตนารมย์สำคัญในการคุ้มครองวิถีชีวิตวัฒนธรรมให้ชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีคุณค่าและศักดิ์ศรี พร้อมกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุลและยั่งยืน บนพื้นฐานการมีส่วนร่วมระหว่างชุมชนกับหน่วยงานรัฐ สามารถยกระดับและพัฒนาคุณภาพชีวิตบนฐานเศรษฐกิจวัฒนธรรม ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์

           บทเฉพาะกาล (มาตรา 43 - 47) เป็นส่วนท้ายสุดของกฎหมายที่ชี้ให้เห็นการกำหนดแนวทางในการขับเคลื่อนการดำเนินงานทั้งในส่วนของคณะกรรมการ การกำหนดหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ตลอดจนการขึ้นทะเบียนกลุ่มชาติพันธุ์และการประกาศพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์

           อย่างไรก็ดี การนำเสนอให้เห็นเจตนารมณ์และสาระสำคัญของกฎหมาย จะพบว่า กฎหมายชาติพันธุ์ไม่ได้เป็นกฎหมายที่มีบทลงโทษ หากแต่เป็นกฎหมายที่มุ่งให้เกิดการส่งเสริมศักยภาพกลุ่มชาติพันธุ์ให้สามารถใช้ศักยภาพบนฐานทุนวัฒนธรรม ความรู้ภูมิปัญญาที่จะก่อให้เกิดการพัฒนาแนวทางคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ส่งเสริมให้สังคมได้ตระหนัก รับรู้และเคารพวัฒนธรรมที่หลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์ในสังคม และถือเป็นกฎหมายสำคัญที่เครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์และหน่วยงานรัฐจะสามารถนำไปใช้เป็นกรอบแนวทางและเครื่องมือในการกำหนดนโยบาย แผนงานและแนวทางปฏิบัติที่จะลดข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ระเบียบ มาตรการต่าง ๆ ที่จำกัดสิทธิการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรและบริการขั้นพื้นฐานของรัฐที่มีผลต่อการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์อย่างทั่วถึง เท่าเทียม และเป็นธรรม

           การอบรมในวันที่สอง ผู้เข้าร่วมอบรมได้ร่วมกันออกแบบและวางแผนดำเนินงานขับเคลื่อนพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ โดยมุ่งให้เกิดการพัฒนาแผนงานสื่อสารสร้างการรับรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายชาติพันธุ์ต่อเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ แผนงานพัฒนาข้อมูลกลุ่มชาติพันธุ์เพื่อขึ้นทะเบียนกลุ่มชาติพันธุ์และแผนงานคัดเลือกสมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์เพื่อเข้าไปทำหน้าที่ในสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ การดำเนินกิจกรรมดังกล่าวได้ช่วยให้แต่ละกลุ่มชาติพันธุ์เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูล ความคิดเห็นเพื่อออกแบบแผนงานให้มีความสอดคล้องกับบริบท วิถีชีวิตวัฒนธรรมของแต่ละกลุ่ม โดยพบว่า การสื่อสาร สร้างการรับรู้และความเข้าใจกฎหมายชาติพันธุ์นั้น สามารถออกแบบให้มีเวทีการสื่อสารพร้อมกับการจัดกิจกรรมตามประเพณีสำคัญของกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งถือเป็นพื้นที่และโอกาสสำคัญที่จะมีการรวมกลุ่มเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันผู้นำชุมชนของแต่ละชุมชนถือเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยสื่อสาร สร้างความเข้าใจกฎหมายอย่างต่อเนื่อง โดยต้องมีการสนับสนุนทรัพยากรสื่อรูปแบบต่าง ๆ ทั้งในลักษณะของคลิปวิดิโอ เอกสารแผ่นพับ สปอตเสียงตามสาย (มีการแปลเป็นภาษาของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์) และการสร้างพื้นที่สื่อสารออนไลน์ผ่าน platform ต่าง ๆ เพื่อกระจายข้อมูลให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างทั่วถึง


การนำผลจากการมีส่วนร่วมไปปรับปรุงพัฒนาการดำเนินงานของหน่วยงาน

           การดำเนินโครงการดังกล่าวจะนำไปพัฒนาการดำเนินงานระยะต่อไป ซึ่งยังมีอีก 2 เวทีที่จะจัดขึ้นในระดับภูมิภาค ได้แก่ เวทีเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ภาคใต้และเวทีเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ภาคเหนือพื้นที่สูง ซึ่งคาดหวังว่าเมื่อเสร็จสิ้นโครงการจะก่อให้เกิดเครือข่ายนักสื่อสารกฎหมายชาติพันธุ์ที่จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ.2568 ทำหน้าที่สื่อสารข้อมูล สร้างความรู้ความเข้าใจ และประสานการดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมายตามเจตนารมย์ของกฎหมายต่อไป

Share
Facebook Messenger Icon คลิกที่นี่เพื่อสนทนา