เวชศาลาแห่งมิหินตาเล: โรงพยาบาลแรก แห่งลังกาทวีป

 |  โบราณคดี และประวัติศาสตร์
ผู้เข้าชม : 3710

เวชศาลาแห่งมิหินตาเล: โรงพยาบาลแรก แห่งลังกาทวีป

           ศรีลังกา แม้ว่าจะเป็นประเทศเล็ก ๆ แต่ก็ค้นพบหลักฐานทางโบราณคดีที่สำคัญมากมาย เช่นการค้นพบเครื่องมือหินของบรรพบุรุษมนุษย์ Homo erectus ที่มีอายุราว 300,000 ปี โครงกระดูกมนุษย์ Homo sapiens อายุราว 27,000-37,000 ปี (Deraniyagala, 1996; Kulatilake 2016) และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลักฐานที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์พุทธศาสนา ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลทางความคิด ความเชื่อ วัฒนธรรม การดำเนินชีวิต ตลอดจนการจัดระเบียบทางสังคมและการเมืองของชาวสิงหลบนเกาะซีลอนหรือศรีลังกามาโดยตลอด นับตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 3 หลังจากที่พระเจ้าเทวานัมปิยติสสะ แห่งกรุงอนุราธปุระ รับเอาพุทธศาสนาเข้ามาเป็นศาสนาประจำราชอาณาจักร

           การทำบุญทำทาน เป็นหนึ่งในวิถีที่ชาวพุทธยึดถือปฏิบัติมาโดยตลอด รูปแบบของการทำบุญที่ปรากฏมาตั้งแต่ช่วงต้นพุทธกาลมีทั้งการสร้างพุทธศาสนสถาน การบำรุงวัดและพระสงฆ์ การบริจาคทรัพย์สินเพื่อประโยชน์ต่อสาธารณะ รวมถึงการบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้กับผู้อื่น หนึ่งในนั้นคือ การสร้างสถานพยาบาลและการช่วยบรรเทาทุกข์แก่ผู้ป่วย คนและสัตว์ที่ทุกข์ยาก ซึ่งปรากฏมาแล้วอย่างมาแล้วอย่างน้อยตั้งแต่ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่แห่งจักรวรรดิเมารยะ สมัยอินเดียโบราณ ที่ทรงมีพระราชโองการให้ข้าราชการดูแลทุกข์สุข และสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน ให้ความสำคัญกับการเยียวยารักษาคนและสัตว์ที่ป่วย รวมถึงการตั้งสถานพยาบาล (นิพัทธ์ แย้มเดช, 2558; Gupta & Gupta, 2020: 3; Wujastyk, 2022: 9)

           เอกสารประวัติศาสตร์ของศรีลังกาโบราณจำนวนมาก กล่าวถึงการสร้างและการมีอยู่ของสถานพยาบาล (Premattilleke, 1996) โดยเฉพาะจารึกที่พบตามโบราณสถานต่าง ๆ และคัมภีร์มหาวงศ์ ที่ประพันธ์ขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ 9-10 ก่อนที่จะมีการแต่งเสริมเพิ่มเติมอีกในสมัยหลัง (ปิยนาถ บุนนาค, 2534: 175-176) โดยคำเรียกสถานพยาบาลที่ปรากฏในเอกสารโบราณมีอยู่หลายคำ เช่น Gilanaghara, Gilanasala, Vejjasala, Vedahal, Vedasalaandand เป็นต้น (Gamage & Thilakarathna, 2018: 36)

ตารางแสดงหลักฐานประเภทเอกสารโบราณ ที่กล่าวถึงสถานพยาบาลในประวัติศาสตร์ศรีลังกา (Gamage & Thilakarathna, 2018: 36-40)

 

 

           จะเห็นได้ว่า นอกจากการสร้างสถานพยาบาลแล้วยังมีกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการสนับสนุนการเยียวยารักษาประชาชนอีกมากมาย แสดงถึงความซับซ้อนของระบบสถานพยาบาลและระบบสุขภาพในสังคมศรีลังกายุคโบราณ เช่น การแยกประเภทสถานสำหรับพระสงฆ์ สถานพยาบาลสำหรับประชาชน สถานพยาบาลชั่วคราวหรือสถานพยาบาลกลางแจ้ง สถานพยาบาลเฉพาะทาง เช่น สถานผดุงครรภ์ สถานพยาบาลสำหรับผู้พิการ รวมถึงสถานพยาบาลสำหรับสัตว์ มีการตั้งร้านยาหรือโอสถศาลา การจัดหาและแจกจ่ายอุปกรณ์ทางการแพทย์และยา นอกจากนี้ยังมีการให้ค่าตอบแทนแก่ผู้ปฏิบัติงานในสถานพยาบาล การกำหนดกฎระเบียบการใช้และบริหารจัดการสถานพยาบาล

           สอดคล้องกับการค้นพบโบราณสถานและโบราณวัตถุที่เกี่ยวเนื่องกับสถานพยาบาลตามเมืองโบราณและวัดโบราณ ทั้งในสมัยอนุราธปุระและโปโลนนารุวะ เช่นที่ Medirigiriya, Maha Viharaya, Thuparamaya, Alahena Pirivena,Dighavapi, Domegoda, และโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ Mihintale (มิหินตาเล) ที่มีนักวิชาการบางท่านระบุว่าเป็น “โรงพยาบาลที่เก่าที่สุด” ตาม concept ของโรงพยาบาลในปัจจุบัน (Muller-Dietz, 1996; Kannangara, 2015; Gamage & Thilakarathna, 2018; Premattilleke, 1996) ที่โรงพยาบาลต้องประกอบไปด้วยหลายส่วนหลายแผนก มีการวินิจฉัยโรค การศัลยกรรม การผ่าตัด มีบริการสำหรับผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก มีระบบบริหารจัดการโรงพยาบาล

 

มิหินตาเล: ปฐมสถานแห่งพุทธศาสนาในลังกาทวีป

           มิหินตาเล (Mihintale) หรือ มหินตาเล (Mahintale) ปัจจุบันเป็นชื่อของภูเขาที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกของเมืองอนุราธปุระ เมืองศูนย์กลางทางการปกครองยุคแรก ๆ ของชาวสิงหลบนเกาะซีลอน ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 1 โดยมิหินตาเลตั้งอยู่ห่างจากกรุงอนุราธปุระประมาณ 10 กิโลเมตรเศษ และนับว่าเป็นภูเขาที่มีความสำคัญอย่างมากต่อประวัติศาสตร์พุทธศาสนาของ ศรีลังกา

           เดิมภูเขาลูกนี้มีชื่อว่า “มิสสกบรรพต” หากแต่ชาวศรีลังกาเชื่อกันว่าสถานที่แห่งนี้เป็นแหล่งกำเนิดพระพุทธศาสนาในลังกาทวีป เนื่องจากเป็นจุดที่พระมหินทเถระ (สมณทูตที่พระเจ้าอโศกมหาราชทรงส่งยังลังกา เพื่อเผยแผ่ศาสนาพุทธ) ได้มาพบและแสดงธรรม จูฬหัตถิปโทปมสูตร (รหุละ, 2547: 64) ถวายแด่พระเจ้าเทวานัมปิยติสสะ กษัตริย์สิงหลแห่งอนุราธปุระ เมื่อ พ.ศ. 296 (บัณฑิต ลิ่วชัยชาญ, 2553: 105) (หรือปีใดปีหนึ่งในพุทธศตวรรษที่ 3) กระทั่งพระองค์และข้าราชบริพารเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา ประกาศตนเป็นพุทธมามกะ และรับเอาศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำพระราชอาณาจักร สถานที่แห่งนี้จึงได้ชื่อว่า “มิหินตาเล” ที่มีความหมายว่า ภูเขาของพระมหินท์ และเป็นที่ตั้งมั่นของพุทธศาสนานับแต่นั้นเป็นต้นมา

           ขณะที่พระมหินทเถระปกครองคณะสงฆ์ในอนุราธปุระ ได้มีการนำพระรากขวัญ พร้อมด้วยพระบรมสารีริกธาตุองค์อื่น ๆ และบาตรของพระพุทธเจ้ามาประดิษฐานไว้ที่ภูเขาลูกนี้เป็นการชั่วคราว มิหินตาเลจึงได้อีกชื่อหนึ่งว่า “เจติยบรรพต” (รหุละ, 2547: 80) หลังจากนั้น พระมหินทะเถระได้จำพรรษา ณ อารามบนมิสสกบรรพต จนกระทั่งมรณภาพ (รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง, 2556: 63)

           สภาพทั่วไปของมิหินตาเลเป็นภูเขาที่มีถ้ำและเพิงผาอยู่ทั่วไป ถ้ำและเพิงผาเหล่านี้ได้รับการดัดแปลงให้เป็นที่พำนักของสงฆ์ มีสิ่งก่อสร้างของอารามกระจายตัวอยู่บนเขา โดยเฉพาะสถูปองค์สำคัญที่อยู่ตามยอดเขาต่าง ๆ เช่น กัณฐกเจติยะ สถูปที่เก่าที่สุดองค์หนึ่งในสมัยอนุราธปุระ สร้างราวพุทธศตวรรษที่ 4 อัมพสถลเจดีย์ หรือ อัมพลสถูปเป็นเจดีย์แบบวฏทาเค ที่สร้างขึ้น ณ ป่ามะม่วงตรงจุดที่พระมหินทเถระพบกับพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะ บางท่านเชื่อว่าเจดีย์องค์นี้อาจจะเป็นเสลเจติยะ ที่พระพุทธเจ้าเคยเสด็จมาประทับอยู่ชั่วคราว สถูปมหาเสยะ และเวชศาลาหรือโรงพยาบาล รักษาภิกษุอาพาธ (รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง, 2556; 2563; Disanayaka, 1987: 42-56)

 

ภาพถ่ายทางอากาศแสดงที่ตั้งกรุงอนุราธปุระ และภูเขามิหินตาเล

(ปรับปรุงภาพจาก: Google Earth)

 

(จากซ้ายไปขวา) หินอาราธนากาลา อัมพสถลเจดีย์ และสถูปมหาเสยะ บนเขามิหินตาเล

(ที่มาภาพ: https://www.thaipost.net/columnist-people/75262/)

 

โรงพยาบาลหรือเวชศาลาแห่งมิหินตาเล

           โรงพยาบาลตั้งอยู่เชิงเขาด้านทิศตะวันตกของภูเขามิหินตาเล การขุดค้นทางโบราณคดี ณ โบราณสถานแห่งนี้ เริ่มเมื่อ พ.ศ.2453 โดย H.C.P. Bell หลังจากนั้นก็มีการขุดค้นอีก 2 ครั้งหลัก คือ ใน พ.ศ.2490 โดย Senarath Paranavitana (Muller-Dietz, 1996) และ พ.ศ.2497 โดยกรมโบราณคดีของศรีลังกา (Jayasuriya, 2016) การขุดค้นนอกจากจะพบซากโบราณสถานแล้ว ยังพบโบราณวัตถุสำคัญอีกหลายรายการ ที่บ่งบอกถึงเรื่องราวประวัติศาสตร์ทางการแพทย์และวิถีชีวิตของผู้คนในสังคมลังกาโบราณ ที่สัมพันธ์อย่างเหนียวแน่นกับพระพุทธศาสนา

 

ภาพถ่ายทางอากาศแสดงที่ตั้งภูเขามิหินตาเล และโรงพยาบาลแห่งมิหินตาเล

(ปรัปปรุงภาพจาก: Google Earth)

 

           โรงพยาบาลที่มิหินตาเล คงสร้างขึ้นในพระเจ้าเสนะที่ 2 (พ.ศ.1396-1430) ดังที่ปรากฏในคัมภีร์มหาวงศ์และคัมภีร์จุลวงศ์ว่า ทรงสร้างโรงพยาบาลที่ Chetiya-pabbatha (แต่ก็พบร่องรอยหลักฐานทางโบราณคดีบางอย่างที่แสดงให้เห็นว่าน่าจะมีโรงพยาบาลที่มิหินตาเลมาก่อนหน้านี้) (Kannangara, 2015: 73; Gamage & Thilakarathna, 2018:40)

           ลักษณะของตัวอาคารโรงพยาบาลวางตัวตามแนวทิศเหนือ-ใต้ มีความยาวที่ปรากฏในปัจจุบัน 118.6 เมตร กว้าง 97.6 เมตร ทางเข้าหลักของอาคารอยู่ทางทิศใต้ แต่ก็มีทางเข้าขนาดเล็กอีก 2 ทาง คือทางทิศตะวันออกและทิศเหนือ สิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ภายในอาคาร สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของระบบโรงพยาบาล ที่แบ่งออกเป็นหลายห้อง แต่ละห้องมีหน้าที่ใช้งานแตกต่างกัน โดยพื้นที่โรงพยาบาลประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก คือ ส่วนด้านนอก (outer court) และส่วนด้านใน (inner court) (Gamage & Thilakarathna, 2018; Muller-Dietz, 1996; Wikramagamage, 2004)

           ส่วนด้านนอก (outer court) ประกอบไปด้วยทางเข้าหลักที่อยู่ด้านใต้สุด ข้างทางเข้าเป็นห้องตรวจคนไข้ (สำหรับผู้ป่วยนอก) หรือห้องให้คำปรึกษาทางการแพทย์ เมื่อผ่านประตูทางเข้าหรือห้องตรวจคนไข้เข้าไป จะพบส่วนลานโล่งรูปสี่เหลี่ยม ซึ่งอาจเป็นโถงอเนกประสงค์ สำหรับให้ผู้ป่วยรอคิวและสำหรับพระสงฆ์เดินบิณฑบาต

           ส่วนห้องด้านขวา (ด้านทิศตะวันออก) ของลาน เป็นห้องอาบน้ำร้อนหรือห้องอบไอน้ำ (Janthagharaya) ภายในมีอ่างหินสี่เหลี่ยม ส่วนห้องด้านซ้าย (ด้านตะวันตก) ของลาน มีอยู่ 2 ห้อง ห้องแรกตั้งอยู่ใกล้กับประตูทางเข้า เป็นห้องสี่เหลี่ยมขนาดเล็ก ใช้เป็นห้องเก็บยาหรือคลังยา โดยมีหินบดขนาดใหญ่วางอยู่หน้าห้อง ทำจากหินแกรนิต ลักษณะคล้ายโม่ที่ใช้มือหมุน (quern) คงใช้เพื่อบดยาสมุนไพร ส่วนอีกห้องที่ตั้งอยู่ถัดขึ้นไปจากห้องเก็บยา มีขนาดใหญ่กว่า คือ ห้องถวายภัตตาหาร (Dana Shalawa) แด่พระภิกษุสงฆ์ และพระสงฆ์คงฉันภัตตาหารในห้องนี้ (Gamage & Thilakarathna, 2018: 41; Premattilleke, 1996)

           ส่วนด้านใน (inner court) อยู่ถัดเข้าไปทางทิศเหนือของส่วนด้านนอก ลักษณะเป็นลานสี่เหลี่ยมที่ล้อมรอบไปด้วยห้องต่าง ๆ จำนวน 31 ห้อง อยู่บนยกพื้นสูง ในจำนวนนี้เป็นห้องพักสำหรับผู้ป่วยใน จำนวน 27 ห้อง ขนาดห้องละประมาณ 3x3 เมตร (อาจอยู่ได้มากกว่า 1 คน) ส่วนห้องมุมทั้งสี่มุม จะมีขนาดใหญ่กว่าห้องพักผู้ป่วย หน้าห้องทั้งหมดมีทางเดินเชื่อมต่อกันในผังสี่เหลี่ยม ทุกห้องหันหน้าเข้าด้านในสู่กลางลาน ที่เป็นห้องพระหรือห้องบูชาที่สร้างด้วยอิฐ ภายในประดิษฐานพระพุทธรูป มีระเบียงรอบห้องพระ ซึ่งน่าจะเป็นสถานที่สำหรับพระภิกษุนั่งสมาธิสวดมนต์รอบห้องพระ (Gamage & Thilakarathna, 2018: 41) โดยคติการประดิษฐานพระพุทธรูปประจำโรงพยาบาล ยังคงมีให้เห็นในสังคมศรีลังกาปัจจุบัน (Kannangara, 2015)

 

แผนผังโรงพยาบาลแห่งมิหินตาเล

ปรับปรุงภาพจาก https://amazinglanka.com/wp/hospital-complex-of-mihintale/#nearby

 

           ดังที่กล่าวว่า ห้องมุมทั้งสี่มุมจะมีขนาดใหญ่กว่าห้องอื่นนั้น ปัจจุบันมีอยู่ห้องหนึ่งที่พบว่ามีอ่างหินตั้งอยู่ 1 อ่าง คือห้องมุมด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ โดยห้องนี้สามารถเดินเข้าได้จากประตูทางเข้าฝั่งตะวันออกของโรงพยาบาล

           อ่างดังกล่าวเป็น อ่างแช่น้ำมันสมุนไพร (Behethoruwa) สกัดขึ้นจากหินก้อนเดียวขึ้นเป็นแท่นรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดยาว 2.16 เมตร กว้าง 0.6 เมตร สูง 0.59 เมตร (Mueller-Dietz, 1996) จากนั้นสกัดพื้นที่ตรงกลางด้านบนของแท่นหินออกเป็นหลุมลึก ทำเป็นรูปร่างคน สำหรับให้ผู้ป่วยลงไปนอนแช่น้ำมันสมุนไพรในหลุมนี้

 

ส่วนด้านนอก (outer court) ของโรงพยาบาลแห่งมิหินตาเล (ถ่ายจากด้านทิศเหนือ)

จะมองเห็นประตูทางเข้าหลัก และห้องให้คำปรึกษาทางการแพทย์ ที่อยู่ทางซ้ายมือของภาพ

(ที่มาภาพ: https://amazinglanka.com/wp/hospital-complex-of-mihintale/)

 

อ่างน้ำ ในห้องอาบน้ำร้อนหรือห้องอบไอน้ำ ที่ส่วนนอก (outer court) ของโรงพยาบาล

(ที่มาภาพ: https://www.lanka-excursions-holidays.com/mihintale-attractions.html)

 

หินบดยา หน้าห้องคลังยา

(ที่มาภาพ: Janith Sandaruwan, https://bit.ly/3Bl8YkM (google.lk/travel))

 

ส่วนด้านใน (inner court) ของโรงพยาบาลแห่งมิหินตาเล

(ที่มาภาพ: https://mapsus.net/LK/mihintale-hospital-60637)

 

ส่วนด้านใน (inner court) ของโรงพยาบาลแห่งมิหินตาเล (ถ่ายจากด้านทิศเหนือ)

จะเห็นทางเข้าด้านทิศเหนือ และส่วนห้องพักผู้ป่วยใน

(ที่มาภาพ: https://nashaplaneta.net/asia/srilanka/mihintale_en)

 

ส่วนด้านใน (inner court) โรงพยาบาลแห่งมิหินตาเล (ถ่ายจากด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ)

จะมองเห็นห้องมุมที่มีอ่างหินแช่น้ำมันสมุนไพร และห้องพระที่อยู่ตรงกลางลาน

(ที่มาภาพ: Kannangara, 2015)

 

โรงพยาบาลแห่งมิหินตาเล ถ่ายจากด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ

จะมองเห็นห้องมุมที่มีอ่างหินแช่น้ำมันสมุนไพร

(ที่มาภาพ facebook fanpage: Ancient, Amazing & Wonderful World https://www.facebook.com/ABOUTTHISWORLD/photos/a.883277451767836/883277465101168/?type=3)

 

  

อ่างหินแช่น้ำมันสมุนไพรที่โรงพยาบาลแห่งมิหินตาเล

(ที่มาภาพ: Kannangara, 2015 และ Jit Bose, https://bit.ly/3zBmDmu (google.lk/travel))

 

           อ่างหินในลักษณะนี้ถูกพบครั้งแรกในซากโบราณสถานของวัด Thuparama โดย H.C.P. Bell ใน พ.ศ.2439ขณะนั้นเขาอธิบายว่าอ่างนี้คือโลงศพ เหมือนกับโลงศพของมัมมี่ที่พบในอียิปต์ อย่างไรก็ดี ภายหลังก็พบอ่างหินในลักษณะเดียวกันอยู่ตามโบราณสถานในเมืองโบราณหลายแห่งในศรีลังกา เช่นที่ Medirigiriya, Dighavapi, Alahana,ในเมืองโปโลนารุวะและอนุราธปุระ รวมถึงที่มิหินตาเลแห่งนี้ด้วย (Muller-Dietz, 1996; Kannangara, 2015: 74)

 

   

อ่างหินแช่น้ำสมุนไพร ที่ Medirigiriya (ซ้าย) และที่โปโลนนารุวะ (ขวา)

(ที่มาภาพ: https://www.voyagevirtuel.co.uk/sri-lanka/pages/medirigirya-temple-21.php และ Kannangara, 2015)

 

           วัสดุที่ใช้ทำอ่างแช่น้ำมันสมุนไพร อาจมีทั้งหิน ไม้ หรือโลหะ แต่หินน่าจะเป็นวัสดุที่ดีที่สุด เพราะมีอายุใช้งานยาวนานกว่าไม้ ขณะที่โลหะอาจมีปฏิกิริยากับน้ำสมุนไพรบางชนิด (Kannangara, 2015: 74; Muller-Dietz, 1996)

           การใช้อ่างแช่น้ำมันสมุนไพรและการบำบัดด้วยการแช่น้ำมันสมุนไพร ปรากฏอยู่ในคัมภีร์อายุรเวทโบราณ มักจะใช้กับผู้ป่วยโรคผิวหนัง ริดสีดวงทวาร โรคไขข้อ งูกัด และมีไข้ ส่วนผสมของน้ำสมุนไพรมีอยู่อย่างหลากหลายตามแต่โรคภัยที่เป็น รวมถึงของเหลวอย่างนม เนยใส น้ำมัน และน้ำส้มสายชู ซึ่งการบำบัดด้วยวิธีการในลักษณะดังกล่าวนี้ บางส่วนได้รับการทดสอบแล้วในการแพทย์สมัยใหม่ (Kannangara, 2015: 74; Uragoda, 1975: 19; 1984; Cunawardana, 1978: 35) หรือที่อาจรู้จักกันในสมัยปัจจุบันว่า Balneotherapy อย่างไรก็ดี คงมีวิธีการรักษาโรคผิวหนังด้วยวิธีอื่นด้วย ดังเช่นที่ปรากฏในจารึกสมัยพระเจ้ามหินทะที่ 4 ที่พบอยู่ใกล้กับโรงพยาบาลแห่งมิหินตาเล ว่ามีการใช้ปลิงและยาในการรักษาโรคผิวหนัง (Kannangara, 2015: 74)

           ส่วนโบราณวัตถุสำคัญอื่นที่พบในโรงพยาบาลแห่งมิหินตาเล เช่น ภาชนะดินเผา ที่สันนิษฐานว่าใช้สำหรับใส่ยา เครื่องมือแพทย์ ซึ่งส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเครื่องมือสำหรับผ่าตัด มีลักษณะคล้ายกับเครื่องมือผ่าตัดของแพทย์สมัยใหม่ แสดงถึงความก้าวหน้าทางความรู้และเทคโนโลยีทางการแพทย์ นอกจากนี้ ยังพบขวดแก้วสีน้ำเงินสองใบจากเปอร์เซีย (Jayasuriya, 2016; Muller-Dietz, 1996; Wikramagamage, 2004) แสดงถึงการติดต่อสัมพันธ์กันระหว่างเมืองโบราณในตะวันออกกลางกับศรีลังกาโบราณ โบราณวัตถุเหล่านี้ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์โบราณคดีอนุราธปุระ และพิพิธภัณฑ์แห่งชาติโคลัมโบ (Gamage & Thilakarathna, 2018)

 

ตัวอย่างภาชนะดินเผาที่มักพบในโรงพยาบาลยุคโบราณของศรีลังกา สันนิษฐานว่าใช้สำหรับใส่ยา

(ที่มาภาพ: Kannangara, 2015)

 

ตัวอย่างเครื่องมือแพทย์ที่พบจากโรงพยาบาล Alahana Parivena ในเมืองโปโลนนารุวะ

(ที่มาภาพ: Aluwihare, 2021)

 

           มิหินตาเล นับว่าเป็นหนึ่งในอารามสำคัญของราชอาณาจักร ที่มีบทบาทต่อประวัติศาสตร์ศรีลังกามาตั้งแต่การประกาศพุทธศาสนาในลังกาทวีป ภายใต้การอุปถัมภ์ของทั้งกษัตริย์ ฝ่ายปกครอง และประชาชนชาวพุทธ มีพุทธศาสนิกชนเข้ามาประกอบกิจกรรมทางศาสนาจำนวนมาก ทั้งฝ่ายสงฆ์และฝ่ายฆราวาส ดังเช่นที่หลวงจีนฟาเหียน ภิกษุชาวจีน ที่เดินทางมายังลังกาช่วงพุทธศตวรรษที่ 10 ได้บันทึกไว้ว่า มีพระสงฆ์จำวัดอยู่ที่มิหินตาเลประมาณ 2,000 รูป (มาลาลาเซเครา, 2554: 35) ดังนั้น เพื่อเป็นการรองรับการปฏิบัติศาสนกิจและดำรงชีวิตของพระสงฆ์ รวมถึงชาวพุทธเข้ามาในอารามแห่งนี้ จึงไม่น่าแปลกใจนักที่มิหินตาเลจะพบสิ่งก่อสร้างและระบบสาธารณูปโภคที่ครบครัน รวมถึงโรงพยาบาลในยุคแรกเริ่ม และโรงพยาบาลคงเป็นหนึ่งในสถานที่ที่คนทุกกลุ่ม ทุกชนชั้นวรรณะ ได้มีโอกาสได้ทำบุญทำทาน กล่าวคือ ทั้งกษัตริย์และราษฎรต่างก็ทำบุญทำทานให้กับสถานพยาบาลและผู้ป่วย (ที่วัดเป็นผู้ดูแล) ในขณะที่วัดก็ได้ทำบุญทำทานคืนให้กับฆราวาส ผ่านการบริการสังคมของสถานพยาบาลด้วยเช่นกัน

           จากหลักฐานต่าง ๆ ที่โรงพยาบาลมิหินตาเล สะท้อนให้เห็นถึงความก้าวหน้าทางการแพทย์ การบริหารจัดการโรงพยาบาล การบริการสังคมของฝ่ายปกครองและฝ่ายศาสนา การดูแลทุกข์สุขของพระภิกษุสงฆ์และราษฎร ซึ่งสัมพันธ์กับวิถีปฏิบัติของพุทธมามกะชาวสิงหลโบราณในศรีลังกา ที่มีวัดเป็นศูนย์กลางความศรัทธาและหนึ่งในองค์กรด้านสังคมวัฒนธรรม อีกทั้งพระสงฆ์ยังมีบทบาทสำคัญทั้งในเชิงสังคม วัฒนธรรม และการเมือง แรงศรัทธาและความพยายามปกป้องพระพุทธศาสนา อาจเห็นได้จากอย่างชัดเจนจากเนื้อหากฎหมายในสมัยนั้น (ดูรายละเอียดได้ใน ปิยนาถ บุนนาค, 2534)

           อย่างไรก็ดี คติความเชื่อ แนวคิด และองค์ความรู้ต่าง ๆ (รวมถึงองค์ความรู้ด้านการแพทย์) คงไม่ได้เติบโตขึ้นจากฐากรากภายในพื้นที่โดยลำพัง บางส่วนได้รับจากการถ่ายทอดหรือติดต่อสัมพันธ์กับผู้คนในเมืองโบราณต่าง ๆ ทั้งในอินเดีย (ที่เป็นดินแดนบรรพบุรุษของชาวสิงหล) ตะวันออกกลาง แอฟริกา ยุโรป จีน และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก่อนที่จะนำมาปรับประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับสังคมของชาวสิงหลโบราณ เนื่องจากเกาะซีลอนอยู่ในเส้นทางการค้าทางทะเลระหว่างตะวันตกกับตะวันออก หรือที่เรียกว่า เส้นทางแพรไหมทางทะเล ที่มีมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย ดังจะเห็นได้จากการพบโบราณวัตถุต่างถิ่นมากมายบนเกาะซีลอน หรือการปรากฏตำแหน่งของเกาะ Taprobana ในแผนที่ปโตเลมี ที่มีอายุอยู่ในพุทธศศตวรรษที่ 1 ซึ่งก็คือเกาะซีลอนของศรีลังกาในปัจจุบันนั่นเอง

 

บรรณานุกรม

ชูศักดิ์ ทิพย์เกษร. (2555). “พระพุทธศาสนาในศรีลังกา”. ใน ความสัมพันธ์ทางพุทธศาสน์และพุทธศิลป์ระหว่างศรีลังกา พม่า และไทย. เอกสารประกอบโครงการเสวนาวิชาการด้านประวัติศาสตร์ศิลปะ “ความสัมพันธ์ไทยกับศรีลังกาผ่านพุทธศาสน์-พุทธศิลป์”. กรุงเทพฯ: หจก. เอราวัณการพิมพ์.

ดนัย ปรีชาเพิ่มประสิทธิ์. (2555). ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาในประเทศศรีลังกา. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

นิพัทธ์ แย้มเดช. (2558, มกราคม-มิถุนายน). “จากต้นแบบธรรมิกราชาของพระเจ้าอโศกมหาราชสู่บทบาทพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 พระราชาผู้บรรเทาทุกข์ของทวยราษฎร์: ภาพสะท้อนจากจารึกประจำอาโรคยศาลา”. ดำรงวิชาการ 14, 1, หน้า 169-204.

บัณฑิต ลิ่วชัยชาญ. (2553). รายงานผลการวิจัยเรื่อง การประดิษฐานพระพุทธศาสนาจากลังกาทวีปในดินแดนประทศไทยสมัยวัฒนธรรมทวารวดี. กรุงเทพฯ: บริษัท สำนักพิมพ์สมาพันธ์ จำกัด.

ปิยนาถ (นิโครธา) บุนนาค. (2534). ประวัติศาสตร์และอารยธรรมของศรีลังกา สมัยโบราณถึงก่อนสมัยอาณานิคม และความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมระหว่างศรีลงกากับไทย. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

มาลาลาเซเครา, จี พี. (2554). ศรีลังกา: ว่าด้วยประวัติศาสตร์ การณ์ศาสนา และวรรณคดี. แปลจาก The Pali Literature of Ceylon. โดย ลังกากุมาร. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์สาละ.

รหุละ, วัลโปละ. (2547). ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาในลังกา. แปลจาก History of Buddhism in Ceylon. โดย จำนงค์ ทองประเสริฐ. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ดวงแก้ว.

รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง. (2556). พุทธศิลป์ลังกา. กรุงเทพฯ: มติชน.

รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง. (2563). พุทธศิลป์ไทยสายสัมพันธ์กับศรีลังกา. กรุงเทพฯ: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)

วรรณกรรมสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น เล่ม 1 (หมวดศาสนจักร) คัมภีร์มหาวงศ์. (2534). กรุงเทพฯ : กองวรรณคดีและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร.

Aluwihare, Arjuna P.R. (2021) “Surgical Instruments at the Alahana Parivena Hospital in Polonnaruwa”. (online). Retrieved 23 July 2022, from http://www.clinicsinsurgery.com/open-access/surgical-instruments-at-the-alahana-parivena-hospital-in-polonnaruwa-7783.pdf

Cunawardana, Ralh. (1978). “Immersion as therapy”. Sri Lanka Journal of the Humanities 4.

Deraniyagala, Siran U. (1996). “Pre- and Protohistoric settlement in Sri Lanka”. Congress of the International Union for Prehistoric and Protohistoric Sciences. 5, 16, pp. 277–285.

Disanayaka, J. B. (1987). Mihintale. Colombo: Lake House Investments.

Gamage, Upeksha, and Thilakarathna, N.T.S. (2018, January). “Hospital Complexes in Ancient Sri Lanka: An Observational Study of Mihinthale Hospital Complex”. International Journal of Liberal Arts and Social Science 6, 1, pp. 35-44.

Gupta, Roopam Kumar, and Gupta, Ratan Lal. (2020, December). “Ancient History of Hospitals”. International Journal of Research and Review 7, 12, pp. 1-9.

Jayasuriya, E. (2016). A guide to the Cultural Triangle of Sri Lanka. Colombo: Central Cultural Fund.

Kannangara, Ajith Prasanna. (2015). “The history of dermatology, venereology, and dermatopathology in different countries - Sri Lanka”. Global Dermatology 2, 7, pp. 71-76.

Kulatilake, Samanti. (2016). “The Peopling of Sri Lanka from Prehistoric to Historic Times: Biological and Archaeological Evidence”. in A Companion to South Asia in the Past. (online). pp. 426-436. Retrieved 23 July 2022, from https://www.researchgate.net/publication/301336596_The_Peopling_of_Sri_Lanka_from_Prehistoric_to_Historic_Times_Biological_and_Archaeological_Evidence

Muller-Dietz, H.E. (1996). “Stone sarcophagi and ancient hospitals in Sri Lanka”. Medizinhistorisches Journal H.1/2, pp. 49-65.

Premattilleke, L. (1996). “Ancient Monastic Hospital System in Sri Lanka”. Ancient trades and cultural contcts in Southeast Asia. Bangkok: The Office of the National Culture Commission. pp.155-126.

Uragoda C. G. (1975). “Medical gleanings from the Mahavarnsa”. Ceylon Medical Journal 20.

Uragoda C. G. (1984). “Some historical aspects of dermatology in Sri Lanka”. International Journal of Dermatology 23, pp. 78-80.

Wikramagamage, C. (2004) Heritage of Rajarata: Major natural, cultural, and historic sites. Colombo: Central Bank of Sri Lanka.

Wujastyk, Dominik. (2022). “The Evidence for Hospitals in Early India”. History of Science in South Asia 10, pp. 1-43.


ผู้เขียน

ทนงศักดิ์ เลิศพิพัฒน์วรกุล

ผู้จัดการฝ่ายคลังข้อมูลวิชาการ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร


 

ป้ายกำกับ เวชศาลา มิหินตาเล โรงพยาบาล ลังกาทวีป ทนงศักดิ์ เลิศพิพัฒน์วรกุล

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Share
Facebook Messenger Icon คลิกที่นี่เพื่อสนทนา